ผู้เขียน: soikhang

ชีวิตที่ผ่านมาของพันตรีรอย ฮัดสัน

ไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสได้พบและสนทนาอย่างออกรสกับแขกรับเชิญที่มีวัยมากถึง 97 ปีและยิ่งหากท่านผู้นั้นเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษที่อยู่เชียงใหม่มา 56 ปี เป็นผู้ที่ถือว่าเป็น Encyclopedia ของเมืองเชียงใหม่ก็ว่าได้ เพราะมีผลงานเขียนที่เป็นบทความทรงคุณค่ามากมาย ทั้งในด้านประวัติศาสตร์และบันทึกเหตุการณ์ในสมัยนั้นพันตรีรอย ฮัดสัน หรือที่เราเรียกตามคุณพยาบาลที่ดูแลว่าคุณ ‘ลุงรอย’ ต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มและภาษาไทยที่เสียงดังฟังชัด “จอดรถตรงนั้นได้เลยครับ จะนั่งข้างนอกหรือข้างในก็ได้” ถึงบทสนทนาต่อมาจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่คุณลุงก็แทรกภาษาไทยกำกับได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะเป็นเรื่องราวที่ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่คุณลุงรอยก็ยังมีความทรงจำที่แจ่มชัด และสนทนาได้อย่างไม่ติดขัด มีบทความบันทึกคำพูดของคุณลุงว่า… ‘เชียงใหม่เป็นสวรรค์แห่งสุดท้ายบนโลก’

“ผมก็จำไม่ได้ว่าพูดประโยคนี้ไว้ที่ไหน(หัวเราะ) แต่มันเป็นเรื่องจริงครับ ผมมาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อสงครามสงบแล้ว ญี่ปุ่นยอมยกธงขาว ผมคุมหน่วยทหารช่าง เราบินจากย่างกุ้งมาลงที่สนามบินดอนเมืองในปี 1945 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง, 72 ปีมาแล้ว ผมอยู่ที่นี่แค่ 5-6 เดือน ได้เห็นเมืองไทยแค่นิดหน่อย” แม้การมาครั้งแรกจะอยู่เมืองไทยเพียงช่วงสั้นๆ แต่ลุงรอยก็แวะเวียนกลับมาเสมอตลอดระยะเวลา 20 ปีหลังจากนั้น

“ผมอาสาทำงานในกองทัพหลังสงครามยุติ อยู่ในพม่า 5-6 ปี จากนั้นก็ใช้เวลา 20 ปีในฐานทัพที่มาเลย์ ฮ่องกง สิงคโปร์ เนปาล จากประเทศเหล่านี้ ผมขึ้นเครื่องบินมาเที่ยวเมืองไทยทุกครั้งที่ผมมีวันหยุด 2-3 สัปดาห์ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ผมมาเมืองไทยและลงใต้จนถึงชายแดนมาเลย์ จากนั้นผมก็มาอีก คราวนี้มา ‘เชียงใหม่’ น่าจะปี 1956-1957 ตอนนั้นเชียงใหม่ยังเป็นเมืองเล็กๆ เครื่องบินมาลงอาทิตย์ละ 2 ครั้ง รถไฟดีหน่อยมาวันละครั้ง ประชากรยังไม่เยอะ อากาศดี อาหารอร่อย ตอนนั้นมีฝรั่งอยู่ไม่เกิน 50 คนรวมกงสุลอังกฤษแล้ว ผมบอกโดโรธี ภรรยากงสุลว่าเกษียณแล้วผมอยากมาอยู่เชียงใหม่ เธอบอกว่าคุณต้องพบกับคุณไกรศรี (นิมมานเหมินท์) เพราะคุณไกรศรีเป็นคนสำคัญของที่นี่ ทุกคนที่ขึ้นมาเชียงใหม่ต้องพบกับคุณไกรศรี”

“ผมได้พบกับคุณไกรศรีในช่วงลาพัก พอลาออกจากกองทัพหลังจากทำมา 20 ปี ผมกลับอังกฤษและไปเรียนภาษาไทยขั้นพื้นฐาน 2 คอร์สที่ School of Oriental and African Studies (SOAS) ช่วงปลายปี ผมลงเรือที่ท่าเมืองโดเวอร์(สะกดให้ฟัง)ทางใต้ของอังกฤษ เรือลำนั้นพาผมมาถึงกรุงเทพในที่สุด มาเทียบท่าที่คลองเตย วันนั้นเป็นวันเกิดครบรอบ 40 ปีของผมพอดี ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นฤกษ์ที่ดีมาก จากนั้นผมก็อยู่เมืองไทยมาตลอด”

“แรกทีเดียว ผมถามคนอังกฤษคนหนึ่งว่ามีโรงเรียนไหนในกรุงเทพต้องการครูสอนภาษาอังกฤษบ้างไหม แล้วผมก็ได้งานที่โรงเรียนแถวฝั่งธนฯ แต่ผมพบว่าโรงเรียนนี้ไม่ได้หยุดเสาร์อาทิตย์ตามปกติ แต่หยุดพฤหัสฯอาทิตย์ผมถามครูใหญ่ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์หายไปไหน มันไม่เหมาะกับผม ผมเลยยื่นใบลาออก ผมสอนอยู่ได้หนึ่งเดือนนะ ครูใหญ่นิสัยดีมาก อ้อ …ผมลืมเล่าไป สิ่งแรกที่ผมทำหลังได้งานสอน คือ ผมไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แจ้งความจำนงว่าอยากอยู่เมืองไทยแบบเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร(Permanent Resident) เขาบอกให้ผมมาอีกทีวันรุ่งขึ้น หัวหน้าจะมาทำงาน รุ่งขึ้นผมก็ไปใหม่ เจออีก 4 คนที่ต้องการอยู่ยาวเหมือนผม เรายืนล้อมโต๊ะเขาเป็นรูปครึ่งวงกลม เขานั่งที่โต๊ะ ก้มหน้าลงอ่านเอกสารและเงยหน้ามองเรา ก้มอ่านแล้วก็เงยหน้ามอง ทีละคนทีละคน แล้วเราก็ได้ตามความประสงค์ทุกคน”

คุณลุงได้เอกสารหมายเลข 1 ใช่ไหมคะ!?

“เปล่าๆๆ เพราะเราขอใบต่างด้าว มีคนขอประมาณ 100 คนก่อนหน้านี้แล้ว ผมได้เอกสารใบต่างด้าวที่บางกอกน้อย ฝั่งธนฯ ใบต่างด้าวนี้ทำให้คุณไม่ต้องไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีก ใบต่างด้าวอนุญาตให้เราอยู่ได้ถาวร แต่ต้องไปต่ออายุทุก 5-10 ปีที่สถานีตำรวจ ผมก็ต้องไปลงทะเบียนที่สถานีตำรวจที่เชียงใหม่ ผมยังเก็บใบตัวจริงไว้เลยนะครับ ออกให้เมื่อปี 2502 ผมเป็นหมายเลข 1 ของฝั่งธนฯ ผมคิดว่าลูกชายผมเก็บเอกสารนี้ไว้ นอกจากใบต่างด้าวแล้ว ยังมีใบที่ถ้าหากออกนอกประเทศ ต้องประทับตราก่อนจะออก ตอนกลับเข้ามาจะได้เข้าง่ายๆผมมีเอกสารสองแบบ“

ฉันเอารูปถ่ายสมัยหนุ่มๆ ของคุณลุงรอยที่ได้จากเว็บไซด์หนึ่งขึ้นมาให้คุณลุงดูพลางชมว่าคุณลุงหล่อมาก

“รูปภาพสมัยผมเป็นทหาร นี่หมวกทหาร ขอบคุณครับ หล่อมาก (พูดไทยพลางหัวเราะ) น่าจะปี 1945 ไม่ใช่สิ 1948”

“พอได้เอกสาร ผมก็ตัดสินใจนั่งรถไฟขึ้นมาเชียงใหม่ ผมมาถึงในปี 1960 วันที่ 6 มกราคม เป็นวันสุดท้ายของงานฤดูหนาว ผมได้พบกับคุณไกรศรี ซึ่งเป็นนายแบงค์ใหญ่ ดูแลหลายสาขา คุณไกรศรีถามว่าผมทำอะไรอยู่ ผมบอกว่ายังไม่ได้ทำอะไร เขาถามว่าสอนภาษาอังกฤษให้เสมียนธนาคารได้ไหม…คุณไกรศรีหาบ้านให้ผมอยู่แถวช้างคลาน ให้สอนภาษา ในห้องเรียนอนุญาตให้คนนอกมาเรียนได้ ผมเจอภรรยาผมที่นี่เอง เธอมาเรียนกับเพื่อน ตอนนั้นภรรยาผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลที่ลำพูน”

“เราแต่งงานกัน ทำพิธีผูกข้อมือตามประเพณีเชียงใหม่ และรดน้ำสังข์ตามประเพณีไทย งานแต่งเชิญคน 50 คน เราเชิญทั้งกงสุลอังกฤษและนายอำเภอเชียงใหม่ พองานเลี้ยงฉลองเลิกปุ๊บ เราก็ได้เอกสารสองชุด ทะเบียนสมรสจากนายอำเภอ ฉบับหนึ่งของผม ฉบับหนึ่งของอาภรณ์ และได้เอกสารจากกงสุลอังกฤษอีกชุดหนึ่ง กงสุลบอกว่าจะออกให้ก็ต่อเมื่อเชิญมาร่วมงานเท่านั้น อาภรณ์สอนอนุบาลที่ลำพูนต่ออีกประมาณ 1-2 ปี เสาร์อาทิตย์ก็ขึ้นมาเชียงใหม่”

ชีวิตในเชียงใหม่เป็นอย่างไรบ้างคะ

“เราย้ายบ้านไปหลายที่ครับ ในช่วงนั้น คนอังกฤษสามารถซื้อที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยได้ 1 ไร่ ผมเลยซื้อที่ดิน 1 ไร่จากหมอฟันคนหนึ่ง สร้างบ้านไม้ เป็นบังกะโลสวยมากแต่ผมรู้ว่าที่ดินอาจจะถูกมหาวิทยาลัย (เชียงใหม่) เวนคืน  หนึ่งปีต่อมา เขาเวนคืนที่ดินเยอะมาก ทุกคนถูกขอร้องให้ยอมรับตามราคาที่ทางการเสนอ มี 2 คนไม่ยอม คนหนึ่งเป็นผู้จัดการเก่าของบริษัทป่าไม้อังกฤษ อีกคนคือผม  ผมซื้อที่ดินมา นี่ใบเสร็จ นี่คือสิ่งที่ผมจ่ายไป ในที่สุด อธิการบดีของมหาวิทยาลัย ดร. บุญสม มาร์ติน เป็นเพื่อนผมมาหาผมและถามว่าคุณไม่พอใจกับตัวเลขที่เราเสนอใช่ไหม ผมบอกใช่สิ ผมเอาใบเสร็จให้เขาดู เขามีสมุดโน้ตมาด้วย เขาบอกว่า อ้อ…คุณสร้างบังกะโลสวยดีนะ จดๆๆๆอ้อ…คุณมีบ่อน้ำด้วย จดๆๆๆ อ้อ…มีรั้วด้วย จดๆๆๆ พอเสร็จหมดเขาก็รวมตัวเลขมาเป็นยอดหนึ่ง ผมตอบตกลงตามตัวเลขนั้น ผมเลยได้ตามนั้น ตอนนี้ตรงนั้นกลายเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ไปแล้ว”

ครอบครัวฮัดสันเคยมีโรงเรียนอนุบาลชื่อโรงเรียนอนุบาลดรุณรักษ์ฮัดสัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนอนุบาลเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ถึงแม้ปัจจุบันจะปิดไปแล้วแต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำของคนเชียงใหม่

ครอบครัวฮัดสันเคยเปิดร้านขายหนังสือและให้บริการด้านท่องเที่ยวที่ถนนท่าแพ หนังสือ Hudson’s Guide To Chiang Mai and The North พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2508 เป็นหนังสือท่องเที่ยวเชียงใหม่เล่มเดียวในสมัยนั้น ปัจจุบันกลายเป็นหนังสือคลาสสิกไปแล้ว

“สมัยก่อน ‘สงกรานต์’ เป็นประเพณีที่สวยงาม คนเดินสาดน้ำกันตามถนนท่าแพ ไม่มีรถใหญ่ๆ เหมือนสมัยนี้ ครอบครัวอาภรณ์มีพื้นเพอยู่ที่ท่าแพ ครอบครัวของเราก็มีร้านที่ท่าแพ ‘Hudson Enterprises’ เป็นร้านแรกในท่าแพที่ติดเครื่องปรับอากาศ ใครๆ ก็ต้องมาที่ร้านเพราะผมขายแผนที่และหนังสือไกด์บุ๊คที่ผมเขียนเอง Hudson’s Guide To Chiang Mai and The North พิมพ์มาแล้ว 6 ครั้ง ครั้งละ 5-6,000 เล่ม ตอนนั้นขายดี เล่มละ 25 บาท ตอนนี้ไกด์บุ๊คขายเล่มละ 370 บาท”

“เวลาที่แขกมาเที่ยวเชียงใหม่ ที่นิยมพาไปกันคือดอยสุเทพ เพราะได้เห็นวิวสวยๆ ตอนผมมาใหม่ๆ ผมเคยเดิน 9 กิโลขึ้นไปที่วัด(พระธาตุดอยสุเทพ) เดินขึ้นไปที่หมู่บ้านชาวเขา เดินลงมาแล้วก็เดินขึ้นไปอีก ตอนลงมาที่ตีนดอยตรงอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย มีรถบัสกำลังจะออก ผมรีบตะโกนเรียกเขาถึงได้หยุดรับ (หัวเราะ)”

ช่วงที่วัยและสุขภาพของคุณลุงรอยยังแข็งแรง คนเชียงใหม่สมัยนั้นจะชินตากับภาพคุณลุงขับรถฟอร์ดคอร์ติน่าสีแดงไปไหนมาไหน ในวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี คุณลุงเคยไปร่วมงานวันทหารผ่านศึกที่สุสานฝรั่งเมืองเชียงใหม่ คุณลุงเล่าว่าในปีพ.ศ. 2441 รัชกาลที่ 5 พระราชทานที่ดินเพื่อสร้างสุสานฝรั่งแห่งนี้ โดยมีข้อแม้ว่าห้ามซื้อขายและต้องใช้สำหรับชาวต่างชาติเท่านั้น ในยามว่าง คุณลุงจะไปสังสรรค์พบปะเพื่อนฝูงที่ Chiengmai Gymkhana ซึ่งทุกวันนี้ คนที่ทำงานที่นั่นยังรู้จักชื่อคุณลุงรอยเป็นอย่างดี ถึงแม้คนที่เคยให้บริการคุณลุงจะไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้วก็ตาม ในห้องที่เข้าได้เฉพาะสมาชิก ยังมีรูปคุณลุงติดอยู่หลายรูป รวมถึงรูปหมู่ที่มีคุณเอริค ฮัดสัน ลูกชายของคุณลุงในวัยเด็กนั่งอยู่กับพื้นด้วย นอกจากนี้ คุณลุงรอยยังเคยเป็นแขกประจำของเดอะผับมาตั้งแต่ปีค.ศ.1970

“ร้านนี้อยู่มากี่ปีแล้วนะ (ทำท่านึก) 46 ปีมาแล้ว ในแผนที่เชียงใหม่สมัยนั้น ถนนเส้นนั้นมีร้านนี้อยู่ร้านเดียว ตอนนั้นถนนนิมมานฯไม่มีอะไรเลย มีร้านอยู่ร้านเดียว เป็นร้านยางบริดจสโตน ผมมีภาพถ่ายทางอากาศด้วยนะ”

จากวันแรกถึงวันนี้ เชียงใหม่เปลี่ยนไปอย่างไร เป็นคำถามที่เราอยากรู้ที่สุด

“ที่เปลี่ยนมากที่สุดคือการจราจร ตอนผมมาที่นี่ คนมีรถยนต์น้อยมาก ถ้าจากท่าแพไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟแล้วเจอรถยนต์อีก 3 คัน คนก็จะบ่นว่าวันนี้รถเยอะจัง แต่ก่อนคนถีบจักรยานกัน ไม่ก็นั่งสามล้อ นั่นแหละที่เปลี่ยนแปลงที่สุด หลายคนที่ผมรู้จักย้ายออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ หลายคนมาอยู่แถวนี้เพราะมีที่ทางสวยๆ ย้ายออกมาเพราะการจราจร และย้ายออกมาเพราะเสียงเครื่องบิน สมัยก่อนเครื่องบินมาอาทิตย์ ละ 2 เที่ยวครับ เดี๋ยวนี้วันละ 44 เที่ยว กรุงเทพ-เชียงใหม่ อะไรทำนองนั้น”

มาคุยถึงงานเขียนของคุณลุงบ้าง

“ที่ Bangkok Post ผมเป็นคนตั้งชื่อคอลัมน์ PostBag นะครับ ผมยังเก็บคลิปปิ้งใส่แฟ้มไว้(เปิดแฟ้มให้ดู) อย่างอันนี้ นี่เรื่อง Emil ของวิศวกรชาวเยอรมันที่สร้างอุโมงค์ลอดถ้ำขุนตาล”

ผลงานทรงคุณค่าที่เป็นทั้งบทความและจดหมาย ไม่ว่าจะเป็นแง่ประวัติศาสตร์หรือประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ตีพิมพ์ในสื่ออย่างเช่น Bangkok Post, Chiang Mai Newsletter(ที่ต่อมาคือ Chiang Mai Citylife) และ Guidelines Magazine (Chiang Mai) ถูกเก็บไว้ในแฟ้มอย่างดี ที่สำคัญ บทความ ‘How to spell Chiang Mai’ เป็นบทความที่รวบรวมการสะกดชื่อ ‘เชียงใหม่’ ด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษถึง 50 กว่าชื่อ ต่อมามีการรวบรวมเพิ่มเติมได้มากกว่า 100 ชื่อ เป็นบทความชิ้นเอกที่ได้รับการอ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน

“มันเป็นงานอดิเรกของผมครับ ผมอ่านหนังสือเยอะมาก และพบว่าการสะกดชื่อคำว่า ‘เชียงใหม่’ แม้ตั้งแต่ยังเป็นเมืองเล็กๆ นั้นสะกดได้หลายอย่างในหนังสือหลายเล่ม พออ่านเจอในหนังสือหรือบทความที่ไหน ผมเลยจดชื่อหนังสือ บทความและปีเอาไว้แต่ผมไม่ได้เป็นนักวิชาการ เลยไม่ได้ใส่รายละเอียดไว้ด้วย”

“มีปีหนึ่งที่ผมเขียนไว้ ผมคิดว่าน่าจะปี 1530 หรือ 1540 นี่แหละ เป็นปีที่คนอังกฤษคนแรกเดินทางมาถึงเชียงใหม่ 450 ปีมาแล้ว ราล์ฟ ฟิทช์ (Ralph Fitch)
ใช่แล้ว ผมดีใจที่คุณทักขึ้นมา เพราะผมลืมชื่อเขาไปแล้ว เขาเป็นคนแรกที่เดินทางมาจนถึงเชียงใหม่ เรื่องนี้มีการบันทึกไว้เป็นอย่างดี เพราะเขาออกจากอังกฤษเป็นกลุ่มกัน 5 คน ไปถึงตะวันออกกลาง แวะที่เมืองๆ หนึ่งในตะวันออกกลาง จากนั้นไปที่อ่าว ถูกพวกโปรตุเกสจับไปอยู่เมืองในอินเดีย ต้องจ่ายค่าประกันตัว แล้วพากันหลบหนีออกมาได้ 4 คน มีหนึ่งคนที่ยังอยู่ในเมือง คนนี้เป็นช่างสี เมืองนั้นมีโบสถ์เยอะ พวกนั้นต้องการทาสีโบสถ์ ช่างสีก็เลยอยู่ต่อ อีก 4 คนหนีออกมาที่เมืองหนึ่งในอินเดีย น่าจะเมืองเพตตี้ฟอร์ทหรืออะไรนี่แหละ พอพบกับเจ้าเมืองก็มอบจดหมายจากควีนอลิซาเบธให้ หนึ่งในสี่คนนั้นเป็นช่างเพชรพลอย เขาเลยอยู่ต่อเพื่อช่วยงานด้านเพชรพลอยให้เจ้าเมืองอินเดีย อีกคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มกลับไปอังกฤษ แล้วก็ไม่มีใครได้ข่าวเขาอีก”

“ราล์ฟเดินทางต่อในอินเดียไปจนถึงพม่า ตามลำน้ำอิรวดีจนถึงเชียงใหม่ เขาสะกดชื่อเชียงใหม่ตลกอยู่สักหน่อย แต่เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละ เขาเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดิม แต่คงจะปลอมตัว ที่สุดก็กลับมาถึงอังกฤษ แน่ล่ะ ทุกคนที่อังกฤษนึกว่าเขาตายไปแล้ว  มีคนขอให้เขาเขียนเรื่องการเดินทางของเขา เพราะมีบริษัทใหญ่ต้องการจะเริ่มงานที่นั่น จึงต้องการข้อมูลจากเขาให้มากที่สุด แต่เขาเขียนออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ พวกนั้นไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก หลังจากนั้น บริษัทใหญ่ของอังกฤษก็เดินทางไปอินเดีย”

ชีวิตในปัจจุบัน คุณลุงพำนักอยู่ที่บ้านในอำเภอแม่ริม ในตอนเย็นแดดร่มลมตกคุณลุงมักออกมานั่งเล่นหน้าบ้าน คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะทักทายและยกมือไหว้อย่างคุ้นเคย และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะย่นย่อเรื่องราวชีวิตอันน่าทึ่งและยาวนาน 97 ปีลงในระยะเวลาสั้นๆ ของการสนทนาครั้งนี้ คุณลุงรอยมีบุคลิกเป็นกันเอง มีไหวพริบแพรวพราวและอารมณ์ขันที่แฝงไว้ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษเต็มเปี่ยม ความผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความเป็นเชียงใหม่กับความเป็นอังกฤษสร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้แก่ผู้ที่ได้พบเจอเสมอ มีอะไรอีกมากมายที่ฉันอยากรู้อยากถาม ด้วยว่าประสบการณ์และแนวความคิดอันคมคายของคุณลุงล้วนน่าตื่นตาตื่นใจทั้งสิ้น เมื่อเวลางวดเข้ามา และคุณลุงเริ่มเหนื่อยล้าจากการที่ต้องพูดเป็นเวลานานติดต่อกัน ฉันก็รู้ว่าได้เวลาที่จะต้องกราบลาคุณลุงเสียที

สำหรับคนที่สนใจ ยังมีบทความของคุณลุงรอยอีกมากมายที่น่าจะเป็นประโยชน์ ฉันจึงขอเลือกตัวอย่างเพียงเล็กน้อยจากเว็บไซด์มาให้อ่านกัน

เรื่องแรกเป็นเรื่องการรบที่สะพานข้ามแม่น้ำสะโตงในพม่าช่วงสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ในปีค.ศ. 1942 ซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดทางการทหารสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับกองทัพอังกฤษ เป็นเหตุการณ์ที่มีการศึกษาและวิเคราะห์ในแง่ประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวาง คุณลุงรอยร่วมรบในเหตุการณ์นั้นด้วย “ผมโชคดีที่รอดมาได้” เรื่องราวจะเฉียดฉิวเพียงใด อ่านได้ที่นี่ค่ะ…http://www.miwsr.com/2010/20100706.asp

เรื่องที่สองนี้เคยตีพิมพ์ใน Bangkok Post และเคยลงในนิตยสาร Guidelines ชื่อเรื่อง The General is not Amused เล่าสั้นๆ ก็คือ หลังจากที่สงครามโลกครั้ง ที่ 2 ยุติลงใหม่ๆ คุณลุงรอยคุมหน่วยทหารของอังกฤษเข้ามาที่กรุงเทพฯ และพักอยู่ตรงข้ามกับวังสวนผักกาด ซึ่งท่านเจ้าของวังคือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต และหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ตอนนั้นในเมืองแทบไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องจุดตะเกียงกัน เย็นวันหนึ่งที่วังจัดงานรำวง แน่นอนว่ากองทหารอังกฤษที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่างแอบมองความเป็นไปอย่างสนใจยิ่ง พองานเริ่มจึงมีทหารซึ่งเป็นลูกน้องของคุณลุงรอย 5-6 คนข้ามฟากไปเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และคงจะดีมากถึงขั้นตอนลากลับ ลูกน้องของคุณลุงคนหนึ่งให้ทิปหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์เป็นแบงค์สิบรูปีหนึ่งใบ! เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เชิญคลิกอ่านต่อได้ค่ะ…  http://www.arrse.co.uk/community/threads/the-general-is-not-amused.82569/

ขอขอบคุณ คุณอแมนด้า ฮัดสัน บุตรสาวของพันตรีรอย ฮัดสันในความกรุณาและอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

อ้างอิง

To Thailand with Love, A Travel Guide for the Connoisseue, Edited & with contributions by Nabanita Dutt, 2013, Page 89
http://thailandjingjing.blogspot.com/2010/03/chiang-mai-colonial-history-in-colony.html Chiang Mai — Colonial History in a Colony That Never Was (The Story about Gymkhana Club.)
http://www.chiangmai-chiangrai.com/how_to_spell_chiangmai.html
http://www.chiangmaicitylife.com/citylife-archive/major-roy-hudson-50-years-in-chiang-mai/
http://www.miwsr.com/2010/20100706.asp
http://www.arrse.co.uk/community/threads/the-general-is-not-amused.82569/

เรื่อง :  กิติพร นิมิตรบรรณสาร  ภาพ:  กรินทร์ มงคลพันธ์

คัดลอก และ ขอบคุณบทความดี ๆ จาก  :  http://www.compasscm.com/view/1132

บาร์แคบแต่เท่

ขอบคุณสิ่งดี ๆ จาก  : http://www.roommag.com/home-ideas-1/scoop/11889/daily-idea-narrow-bar/

narrow-bar-01

เปลี่ยนบาร์ติดผนังให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา ด้วยผนังทาสีเขียว ตกแต่งด้วยกรอบรูปบรรจุตัวแมลงหลากหลายประเภท พร้อมตกแต่งฝ้าเพดานด้วยดอกไม้นานาสีสัน
สถานที่ : FEATHERSTONE CAFÉ BISTRO & LIFESTYLE SHOP

narrow-bar-02

ดีไซน์แพนทรี่เล็กๆ ตามแนวเสากลางบ้านให้มีลักษณะโปร่ง กรุท็อปไม้ตะเคียนให้เข้ากับพื้นบันได ดูเท่จากการขึงปลายบาร์ด้วยเชือก ส่วนด้านหลังก่ออิฐเป็นเคาน์เตอร์เก็บถ้วยชามและทําอ่างล้างจาน เพิ่มลูกเล่นให้ผนังปูนฉาบเรียบด้วยการทําช้ันวางของสลับกันไปมาดูแปลกตา
เจ้าของ – ออกแบบ : คุณเฟาณ อิศรเสนา ณ อยุธยา

narrow-bar-03

ห้องครัวค่อนข้างเด่นไปทางสไตล์ลอฟต์ มีการนําเหล็กสีดํามาทําวงกบประตูหน้าต่าง กรุหน้าบานกระจกใสเพื่อให้มุมน้ีดูโปร่ง สามารถมองทะลุไปยังสวนแนวตั้งหลังบ้านได้ แล้วจัดวางโต๊ะรับประทานอาหารเล็กๆ คู่กับเก้าอี้ทรงคลาสสิกที่คุณโทนี่ช่ืนชอบ
เจ้าของ : คุณโทนี่ รากแก่น
ออกแบบ-ตกแต่ง : คุณธนานันต์ นุชนารถ
อ่านต่อ : ART & CRAFT ศิลปะที่น่าอยู่

 

narrow-bar-04

ถึงพื้นที่จะกว้างเพียง 2.50 เมตร แต่สามารถจัดฟังก์ชันได้อย่างเพอร์เฟ็กต์ ผนังด้านหนึ่งเป็นช้ันวางหนังสือและเดย์เบดสําหรับนอนอ่านหนังสือสบายๆ ผนังอีกด้านเป็นเคาน์เตอร์สูงแต่ดูเพรียว ด้วยโครงสร้างเหล็กพร้อมสตูลบาร์ เหมาะสําหรับนั่งทํางาน
เจ้าของ-ออกแบบ : คุณวัลลภ ประสพผล
อ่านต่อ : CONTAIN CREATIVE LIVING บ้านบรรจุความสนุก

 

ผักไฮโดรโปรนิกส์ และคุณประโยชน์

Hydroponics for Health เคล็ดลับสุขภาพดีจากผักไฮโดรโปนิกส์ (Slim up)  

ผักเรดโอ๊ค (RED OAK) เป็นผักตระกูลสลัด ใบมีสีแดงเข้มและเขียวเข้มแล้วแต่สายพันธุ์ มีกากใยอาหารมาก ช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดพวกไขมันและอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในลำไส้ได้
ผักสลัดคอส (Cos) ผักชนิดนี้มีรสชาติหวานกรอบ ทำอาหารได้หลากหลาย สามารถใช้แทนคะน้า และกวางตุ้งในการประกอบอาหารได้ สลัดคอสเป็นผักที่มีวิตามินสูงและมีธาตุเหล็กช่วยเพิ่มจำนวน Hemoglobin (เม็ดเลือดแดง) ในร่างกาย ช่วยแก้โรคโลหิตจางได้ นอกจากนั้นในผักสลัดคอสยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพียง 3% เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายดีอีกด้วย        การดูแลสุขภาพในปัจจุบันนี้ นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นกว่าในยุคก่อน เพราะโรคภัยที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรคที่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นได้ง่าย แถมยังมีเชื้อโรคใหม่เกิดขึ้นได้ทุกวัน ยิ่งถ้าขาดการป้องกันที่ดี หรือขาดการดูแลเอาใจใส่สุขภาพร่างกายของตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้เชื้อโรคต่าง ๆ เข้ามาทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องดูแล และมีโรคภัยไข้เจ็บในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นทุกวัน อาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อการดูแลสุขภาพร่างกายของคนในยุคปัจจุบันมากที่สุด โดยเฉพาะเมนูเพื่อสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกส่วนผสมของอาหารที่ทำมาจากธรรมชาติ หรือจากผักหรือผลไม้สด ๆ ไร้สารพิษ และส่วนมากจะนิยมปลูกพืชในน้ำที่มีสารละลายธาตุอาหารทดแทนการปลูกพืชในดิน ที่เราใช้ในการปลูกพืชทางการเกษตรทั่ว ๆ ไป ซึ่งเราสามารถเรียกวิธีการปลูกพืชแบบนี้ว่า “วิธีการปลูกพืชแบบไร้ดินหรือไฮโดรโปนิกส์”

ส่วนใหญ่แล้วพืชที่ใช้วิธีการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ จะเป็นพืชที่ใช้ในการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผักกาดแก้ว ผักเรดครอรัล (RED CORAL) ซึ่งคล้ายผักเรดโอ๊ค รสชาติหวานกรอบกว่าเรดโอ๊ค มีกากใยอาหารมาก โดยกากใยพวกนี้จะช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดพวกไขมันและอนุมูลอิสระที่เกาะตามผนังลำไส้ อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ได้ ส่วนใหญ่นิยมทานสด ทำเป็นผักสลัด เป็นเครื่องเคียงในเมนูประเภทยำ หรือเป็นผักประเภททานคู่กับแหนมเนืองจะอร่อยมาก รสชาติคล้ายผักกาดหอมแต่จะหวานกว่า

สีสันของผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ การกินผักผลไม้หลากสีที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์นั้น มีข้อดีต่อสุขภาพเช่นกัน เพราะสีสันแต่ละสีในพืชผักเหล่านี้ มีความยาวคลื่น และความถี่ของคลื่นแสงสีเฉพาะตัว ซึ่งไม่เพียงแค่มีผลต่อการรับรู้ทางสายตาเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อร่างกายของเราอีกด้วย เพราะสีสันเหล่านี้จะบ่งบอกถึงคุณค่าทางโภชนาการ และประโยชน์ที่แฝงอยู่

ตัวอย่างเช่น สีส้มของส้มช่วยขับสารพิษ สีแดงของมะเขือเทศช่วยเพิ่มพลัง ส่วนสีเหลืองของข้าวโพดช่วยทำให้อารมณ์ดี

นอกจากการเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว การกินด้วยปริมาณที่เหมาสมและครบถ้วน ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้กัน ถ้าหากคุณรู้จักเลือก และจัดระบบให้กับการดูแลร่างกายของตัวเองได้เป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคชนิดไหน ๆ หรือคุณจะต้องมีเรื่องให้ปวดหัวมากสักเท่าไร คุณก็จะสามารถจัดการกับปัญหาและผ่านพันอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง

เรามาดูกันว่าผักไฮโดรโปรนิกส์ ที่นิยมใช้รับประทานกันปัจจุบันมีอะไรบ้าง และมีประโยชน์กับร่างกายเราอย่างไร

1.กรีนโอ๊ค  คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

2.เรดโอ๊ค คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

3.กรีนคอส คุณค่าทางโภชนาการ:  ป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง

4.บัตเตอร์เฮด คุณค่าทางโภชนาการ: บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงผิว และช่วยลดคอเรสเตอรอล

5.เรดปัตตาเวีย คุณค่าทางโภชนาการ:  บำรุงสายตา ใยอาหารสูง

6.ฟิลเล ไอซ์เบิร์ก คุณค่าทางโภชนาการ: ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ป้องกันโรคหวัด เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

7.เรดคอรัล คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยสร้างเม็ดเลือด ให้เส้นใยอาหารสูง ป้องกันโรคปากนกกระจอก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง มีวิตามินซีสูง

ประโยชน์ของผักไฮโดรโปนิกส์
1.ผักไฮโดรโปนิกส์เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย

2.มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคสูง เนื่องจากการปลูกผักไร้ดินเป็นการนำสารละลายธาตุอาหารมาละลาย โดยใช้ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการพืช เช่นเดียวกับการปลูกพืชบนดิน แต่ต่างกันตรงที่ผักที่ปลูกในดินจะต้องอาศัยจุลินทรีย์มาเปลี่ยนเป็นอาหาร ทำให้บางครั้งหากในดินมีธาตุโลหะหนักที่เป็นพิษต่อผู้บริโภค จุลินทรีย์ก็จะเปลี่ยนให้พืชสามารถดูดธาตุที่เป็นพิษเข้าไปได้ ในขณะที่การปลูกพืชไร้ดิน จะสามารถควบคุมแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ ผู้บริโภคจึงได้รับประทานผักสดสะอาดที่มีความปลอดภัยสูง

3.ข้อดีของการบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์ คือ การคงคุณประโยชน์ที่โดดเด่นที่สุดของผักเอาไว้ได้อย่างเต็มที่ เช่น กากใยอาหาร ที่เป็นตัวช่วยในการล้างผนังลำไส้และเป็นตัวช่วยในการขับถ่าย

4.มีการรับรองว่าพืชผักไร้ดินจะมีปริมาณแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์เท่ากับพืชผักที่ปลูกบนดินหรือสูงกว่าเล็กน้อย แต่พืชผักไร้ดินจะมีกลิ่นที่มาจากน้ำมันหอมระเหยและมีรสชาติน่าชวนชิมมากกว่าพืชผักที่ปลูกบนดิน

5.ผักไฮโดรโปนิกส์ที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นผักสลัดที่นำมารับประทานสด เช่น ผักกรีนคอส (Green Cos) เป็นผักที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง นอกจากจะใช้เป็นส่วนประกอบในสลัดแล้ว ยังนิยมนำไปผัดน้ำมันอีกด้วย, ผักกรีนโอ๊ค (Green Oak) หรือ ผักเรดโอ๊ค (Red Oak) เป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี โฟเลท และธาตุเหล็ก, ผักเรดคอรัล (Red Coral) เป็นผักที่อุดมไปด้วยใยอาหาร โฟเลท สารต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงเบต้าแคโรทีน, ผักบัตเตอร์เฮด (Butterhead) เป็นผักที่อุดมไปด้วยโฟเลทและสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ความปลอดภัยของผักไฮโดรโปนิกส์

ความปลอดภัยในการบริโภคผักไฮโดรโพนิกส์ เป็นสิ่งที่ถูกถามกันมามากคำถามหนึ่ง ด้วยความกังวลที่ว่าผักชนิดนี้ต้องแช่ในสารละลายธาตุอาหารที่เป็นสารเคมีอย่างหนึ่ง เมื่อบริโภคเข้าไปอาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดูดกินอาหารทางรากในรูปของแร่ธาตุที่อยู่ในรูปของอิออนหรือประจุเท่านั้น แม้ว่าเราจะปลูกพืชลงในดินแล้วทำการให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชจนกว่าจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดินจนกระทั้งกลายเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในลักษณะของเคมีธาตุอาหารพืช แล้วละลายอยู่ในน้ำในดิน จากนั้นพืชจึงดูดซึมไปใช้งานได้

สรุปแล้วก็คือ ไม่ว่าเราจะปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์หรือปลูกพืชในดิน พืชก็จะต้องดูดใช้อาหารในรูปของประจุของแร่ธาตุ ซึ่งก็เรียกว่าเป็น “เคมี” เช่นกัน โดยพืชจะนำเอาแร่ธาตุต่างๆ ไปใช้ในการสร้างสารประกอบอินทรีย์โมเลกุลใหญ่อื่นๆ ได้แก่ โปรตีน แป้ง ไขมัน หรือวิตามินต่างๆ ให้มนุษย์นำมาบริโภคอีกที ดังนั้น ถ้าคุณไม่กังวลว่าจะรับประทานผักที่ปลูกบนดินด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก คุณก็ไม่ควรที่จะกังวลกับการบริโภคผักที่ปลูกในสารละลายหรือผักไฮโดรโปนิกส์เช่นกัน

ส่วนเรื่องการสะสมของไนเตรทที่เป็นอนุมูลของไนโตรเจนนั้น ที่พืชต้องการนำไปใช้มากในช่วงการพัฒนาด้านลำต้น กิ่ง หรือใบ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกรูปแบบใดก็จะต้องพบว่ามีไนเตรทอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งถ้ามีไม่เกิน 2,500-3,000 มิลลิกรัมต่อหนึ่งกิโลกรัมน้ำหนักสดของผัก ก็ถือว่าเป็นผักที่ปลอดภัยครับ และในประเทศไทยเราเองก็มีแสงแดดค่อนข้างจัด พืชจึงมีการสังเคราะห์แสงค่อนข้างสูง ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลงไนเตรทในต้นพืชกลายเป็นกรดอะมิโนกลูตาเมทเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว ส่งผลให้มีปริมาณของไนเตรทลดลง อีกทั้งการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ก็สามารถลดไนเตรทก่อนการเก็บเกี่ยวได้ง่าย โดยการงดให้ธาตุอาหารหรือเลี้ยงพืชในอัตรา EC ต่ำกว่า 1.0 ประมาณ 1-3 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวพืชก็จะสามารถช่วยลดปริมาณของไนเตรทได้

คำแนะนำสำหรับบางท่านที่อาจมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสารตกค้างที่มีอยู่ในผักไฮโดรโปนิกส์ วิธีการรับประทานผักไฮโดรไปนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นผักที่หาซื้อมาจากตลาดหรือปลูกได้เองจากแปลง ก่อนนำมาบริโภคให้นำผักไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง ผักจะอิ่มตัว และคายสารที่ตกค้างออกมาทั้งหมด ทำให้สามารถนำมาบริโภคได้อย่างปลอดภัย

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/notes/338512253016811/

ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ธัญพืชเพื่อสุขภาพ

ข้าวไรซ์เบอรี่

        ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสายพันธุ์ใหม่สีสันแปลกตา ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร มาลองดูกันสิว่า สรรพคุณและประโยชน์ ไรซ์เบอร์รีมีอะไรบ้าง

                ข้าวไรซ์เบอร์รี คงเป็นคำที่แปลกใหม่สำหรับหลาย ๆ คน ซึ่งตอนนี้กำลังกลายเป็นเทรนด์อาหารเพื่อคนรักสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ไรซ์เบอร์รีก็คือข้าวสายพันธุ์หนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย และวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับไรซ์เบอร์รีกันให้มากขึ้น มาดูกันสิว่า ข้าวสายพันธุ์นี้มีอะไรดีที่ทำให้เราไม่ควรพลาด

ข้าวไรซ์เบอร์รี อาหารดี ๆ เปี่ยมคุณค่า

           ข้าวไรซ์เบอร์รีเป็นข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยการผสมเลียนแบบธรรมชาติ ระหว่างข้าวสองพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าหอมนิล และข้าวขาวดอกมะลิ 105 หลังจากนั้นจึงคัดเลือกโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพจนได้พันธุ์ข้าวที่มีความบริสุทธิ์ จากการพัฒนาพันธุ์ข้าวพิเศษ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และได้ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดย รศ. ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ห้ามนำไปขยายพันธุ์เชิงการค้าต่อ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก วช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

        ข้าวไรซ์เบอร์รีเป็นข้าวเจ้าสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว และถ้าหากเป็นข้าวกล้องก็จะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ แถมยังมีรสชาติอมหวานกลมกล่อมชวนรับประทาน สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยอายุเก็บเกี่ยวของข้าวสายพันธุ์นี้จะอยู่ที่ประมาณ 130 วัน ซึ่งให้ผลผลิตปานกลาง สามารถต้านทานต่อโรคไหม้ แต่ไม่ต้านทานโรคหลาว ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุกรอบของการปลูก นอกจากนี้รำข้าวและน้ำมันรำข้าวจากไรซ์เบอร์รียังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ดี ซึ่งทางการแพทย์นิยมนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารโภชนบำบัดอีกด้วย

ข้าวไรซ์เบอรี่

คุณค่าทางโภชนาการของข้าวไรซ์เบอร์รี

 ค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง                   62
ปริมาณอะไมโลส (amylose)            15.6 %
 อุณหภูมิแป้งสุก                            < 70         องศาเซลเซียส
ธาตุเหล็ก                                   13-18        มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
ธาตุสังกะสี                                  31.9          มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
โอเมก้า 3                                   25.51       มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
วิตามิน อี                                    678           ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
โฟเลต                                       48.1          ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
เบต้า-แคโรทีน                             63             ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
โพลีฟีนอล                                   113.5         มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
แทนนิน                                       89.33        มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
 แกมมาโอไรซานอล                        462           ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม

ข้าวไรซ์เบอร์รี

ข้าวไรซ์เบอร์รี กับสรรพคุณและประโยชน์อันมหัศจรรย์

     ข้าวไรซ์เบอร์รี เป็นข้าวสายพันธุ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงร่างกาย และทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ลดการอักเสบที่ผิวหนัง ช่วยลดริ้วรอยและชะลอความแก่ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโรคสมองเสื่อมได้

      ข้าวไรซ์เบอร์รียังเป็นอาหารสุขภาพที่ดีต่อทุกเพศทุกวัย สามารถรับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพและทดแทนข้าวขาวหรือข้าวกล้องปกติได้ โดยหากผู้สูงวัยรับประทานก็จะช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยบำรุงสายตาและระบบประสาทต่าง ๆ

    ส่วนสตรีมีครรภ์หากรับประทานข้าวชนิดนี้ก็จะช่วยทำให้เด็กในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ช่วยควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดครรภ์เป็นพิษ และที่สำคัญยังมีธาตุเหล็กสูงเหมาะกับสตรีที่กำลังมีครรภ์ซึ่งต้องการแร่ธาตุชนิดนี้มากกว่าคนปกติค่ะ

    นอกจากนี้ข้าวไรซ์เบอร์รียังมีสรรพคุณช่วยควบคุมน้ำตาลและควบคุมน้ำหนักได้ เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วนอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หากรับประทานข้าวชนิดนี้เป็นประจำก็จะทำให้ได้ธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อระบบเลือด และช่วยบำรุงโลหิตและร่างกายให้แข็งแรง

        ข้าวไรซ์เบอร์รียังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย เพราะนอกจากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญต่อร่างกายแล้ว ข้าวชนิดนี้ยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วยค่ะ

ข้าวไรซ์เบอรี่

ข้าวไรซ์เบอร์รี หุงอย่างไรให้อร่อย

     ข้าวไรซ์เบอร์รีจัดเป็นข้าวกล้องชนิดหนึ่ง ดังนั้นหากต้องการหุงให้อร่อยก็ควรที่จะนำไปผสมกับข้าวหอมมะลิเพื่อให้ข้าวที่รับประทานเหนียวนุ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากต้องการหุงข้าวชนิดนี้เพียงอย่างเดียวก็ควรจะใช้สัดส่วนดังนี้ค่ะ ข้าว 1 ส่วน : น้ำ  1.5 ส่วน โดยหุงต้มประมาณ 35 นาทีแล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ก็จะได้รับประทานข้าวไรซ์เบอร์รีที่นุ่มและมีสีสันน่ารับประทานค่ะ

     ข้าวไรซ์เบอร์รีเป็นธัญพืชที่ดีต่อสุขภาพจริง ๆ นะคะ ต้องชื่นชมนักวิจัยของไทยเราที่สามารถนำข้อดีของข้าวทั้งสองพันธุ์มาผสมกันจนได้ข้าวพันธุ์ใหม่อย่างไรซ์เบอร์รี ทำให้เราสามารถรับประทานข้าวที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหารแบบนี้ ดังนั้นถ้าหากใครที่กำลังมองหาธัญพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงอยู่ละก็ อยากให้ลองข้าวไรซ์เบอร์รีดูนะคะ รับรองว่านอกจากคุณค่าอาหารที่ได้รับแล้ว ยังจะได้รับประทานข้าวที่อร่อยและเหนียวนุ่มอีกด้วยละค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
riceberry.net
thaihealth.or.th

http://health.kapook.com/view99263.html

MODERN FARMHOUSE บ้านไม้กลางฟาร์ม

// บ้านไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย
แต่ยังเป็นเหมือนกล่องบรรจุความทรงจําของคนในครอบครัวท่ีไม่มีวันเต็ม //

   ถ้าพูดชื่อเมืองอะสึงิ จังหวัดคะนะกะวะ หลายคนคงขมวดคิ้ว เพราะช่ืออาจไม่คุ้นหูนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยไปเยือนญี่ปุ่นมากนัก แม้จะไม่ได้เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเท่ียวมากมายเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ แต่ที่นี่คือสถานที่ตั้งสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาถึง 6 สถาบัน และหนึ่งในน้ันคือ Tokyo University of Agriculture Botanical Garden ฉะน้ันจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทําไมเมืองอะสึงิจึงเต็มไปด้วยแปลงเกษตรกรรมท้ังสองฝั่งถนน ทั้งนี้ใช่ว่าจะได้เห็นแต่บ้านชนบทปลูกสร้างด้วยไม้หรือมีเตาทำอาหารอยู่กลางบ้าน เพราะเราจะพาคุณมาเยี่ยมเยือน “บ้านกลางฟาร์ม” รูปทรงทันสมัย ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแปลงเกษตรได้อย่างกลมกลืนน่าอัศจรรย์

modern-farmhouse-01

   เมื่อมองไปยังปลายสุดของแปลงเกษตรของครอบครัวกิกคาวะ จะพบกับบ้านรูปทรงเรียบง่ายตั้งโดดเด่นอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูอ่อนน้อมถ่อมตนในแบบฉบับของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งเกิดจากคุณมาซาชิ กิกคาวะ ลูกชายที่ควบตำแหน่งสถาปนิก และคุณอิเคดะ ฮิซาชิ ตั้งใจอยากสร้างบ้านหลังนี้ให้คุณพ่อและคุณแม่วัยเกษียณทั้งสองท่านได้อยู่อย่างมีความสุข ไปพร้อมๆ กับการทำเกษตรที่ท่านรัก

รอบบ้านมีแปลงเกษตรและโรงเรือน สําหรับปลูกพืขหมุนเวียนตามฤดูกาล

รอบบ้านมีแปลงเกษตรและโรงเรือน สําหรับปลูกพืขหมุนเวียนตามฤดูกาล

เจ้าขงอบ้านตัวจริง คือคุณพ่อของคุณมาซาชิ กิกคาวะ ผู้รักการทําเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ พืชผักรอบ ๆ ท่านมักปลูกสลับหมุนเวียน กันไปตามฤดูกาล ส่วนผลไม้ที่ชอบปลูก มากที่สุดก็คือองุ่นซึ่งปลูกในโรงเรือนใกล้ ๆ

เจ้าของบ้านตัวจริง คือคุณพ่อของคุณมาซาชิ กิกคาวะ ผู้รักการทําเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ พืชผักรอบ ๆ ท่านมักปลูกสลับหมุนเวียน กันไปตามฤดูกาล ส่วนผลไม้ที่ชอบปลูก มากที่สุดก็คือองุ่นซึ่งปลูกในโรงเรือนใกล้ ๆ

  คุณมาซาชิเล่าจุดเริ่มต้นให้เราฟังว่า บ้านหลังนี้สร้างบนที่ดินเดิมของครอบครัวที่มีอาชีพทำการเกษตรโดยย้ายมาจากบ้านหลังเก่าที่เคยอยู่ติดถนนหลัก มีเสียงรบกวนตลอดเวลา เมื่อคุณพ่อเกษียณจึงอยากออกแบบบ้านหลังนี้ขึ้นใหม่ เนื่องจากตัวเองมีความคุ้นเคยกับที่ดิน รู้อุปนิสัย รวมไปถึงความต้องการของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างดี การออกแบบบ้านหลังนี้จึงเป็นไปอย่างราบรื่น โดยคํานึงถึงความต้องการของคุณพ่อเป็นหลัก เช่น ต้องการให้บ้านหลังนี้เหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ แต่ยังสามารถรองรับการจัดปาร์ตี้ในโอกาสสำคัญได้ รวมถึงการตกแต่งภายในต้องเป็นสไตล์ญี่ปุ่น แม้ภายนอกจะเป็นแบบโมเดิร์นก็ตาม โดยให้ทั้งสองสไตล์ไปด้วยกันได้อย่างเหมาะสม และต้องรู้สึกอยู่สบายเป็นสำคัญ แต่ถึงอย่างนั้น กว่าจะออกมา เนี้ยบทุกรายละเอียดแบบนี้ ผู้ออกแบบต้องใช้เวลาออกแบบนานถึง 10 เดือน และก่อสร้างอีก 6 เดือนจึงแล้วเสร็จ

   ส่วนรูปทรงของบ้าน เนื่องจากต้องการให้ดูเรียบง่าย ภายในโปร่งโล่ง และที่สำคัญ ฝ้าเพดานต้องสูง แปลนจึงออกมาเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดาดูคล้ายห้องขนาดใหญ่ แต่ละห้องมีพาร์ทิชันสามารถสไลด์เปิด-ปิดได้ เผื่อบางเวลาต้องการแบ่งพื้นที่เพื่อความเป็นสัดส่วนชัดเจน อีกทั้งยังช่วยเชื่อมบ้านกับธรรมชาติ รวมไปถึงแปลงเกษตรท่ีอยู่รายล้อม นอกจากน้ีผู้ออกแบบยังต้ังใจดีไซน์หน้าต่างบานใหญ่ให้อยู่ทางทิศใต้เพื่อเปิดรับลมเย็น นําความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์เข้าสู่ตัวบ้านยามฤดูหนาวมาเยือน

ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารตกแต่งด้วยไอส์แลนด์คิตเช่น และเคาน์เตอร์ครัวสีขาวเช่นเดียวกับผนังบ้าน บริเวณเหนือเคาน์เตอร์ครัวติดกระจกบานเลื่อนไว้สําหรับมองวิว โดยเฉพาะสวนซากรุ ะในฤดูใบไม้ผลิที่จะอวดดอกสีชมพูสะพรั่งไปทั้งภูเขาที่อยู่หลังบ้าน

ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารตกแต่งด้วยไอส์แลนด์คิตเช่น และเคาน์เตอร์ครัวสีขาวเช่นเดียวกับผนังบ้าน บริเวณเหนือเคาน์เตอร์ครัวติดกระจกบานเลื่อนไว้สําหรับมองวิว โดยเฉพาะสวนซากรุ ะในฤดูใบไม้ผลิที่จะอวดดอกสีชมพูสะพรั่งไปทั้งภูเขาที่อยู่หลังบ้าน

พื้นที่ห้องนั่งเล่นตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโซฟาไม้ชนิดสามท่ีนั่ง วางเบาะผ้าสีเขียวขี้ม้า ชั้นวางโทรทัศน์ทำแบบบิลท์อินสูงจรดฝ้าเพดาน แบ่งเป็นช่องสําหรับวางของและเก็บหนังสือท่ีสะสมไว้ หลังช้ันวางออกแบบให้มีบันไดเล็ก ๆ สําหรับใช้ข้ึนช้ันสองหรือห้องใต้หลังคาท่ีมีไว้ทํางานอดิเรกอย่างการเล่นดนตรี

พื้นที่ห้องนั่งเล่นตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโซฟาไม้ชนิดสามท่ีนั่ง วางเบาะผ้าสีเขียวขี้ม้า ชั้นวางโทรทัศน์ทำแบบบิลท์อินสูงจรดฝ้าเพดาน แบ่งเป็นช่องสําหรับวางของและเก็บหนังสือท่ีสะสมไว้ หลังช้ันวางออกแบบให้มีบันไดเล็ก ๆ สําหรับใช้ข้ึนช้ันสองหรือห้องใต้หลังคาท่ีมีไว้ทํางานอดิเรกอย่างการเล่นดนตรี

พื้นที่ชั้นสองหรือห้องใต้หลังคา เป็นห้องสําหรับทํางานและเล่น ดนตรีเพื่อความผ่อนคลาย

พื้นที่ชั้นสองหรือห้องใต้หลังคา เป็นห้องสําหรับทํางานและเล่น ดนตรีเพื่อความผ่อนคลาย

 เมื่อเราถามถึงโครงบ้านว่ามีอะไรซับซ้อนหรือไม่ ทางผู้ออกแบบเล่าเพิ่มเติมว่าบ้านหลังนี้ใช้โครงสร้างที่มีรูปแบบเรียบง่าย ไม่ได้ใช้เทคนิคใดๆ ให้ยุ่งยาก แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องความพิเศษจริงๆ ก็น่าจะเป็นการใช้ช่างท้องถิ่นที่มีความชํานาญเรื่องโครงสร้างไม้มาช่วยดูแลเรื่องการก่อสร้างให้ เนื่องจากโครงสร้างเหล็กที่ญี่ปุ่นนั้นแพง จึงจำเป็นต้องใช้ไม้แทน นอกจากนี้ แม้บ้านจะเป็นแบบโมเดิร์น แต่ก็ยังคงดึงเอกลักษณ์แบบบ้านญี่ปุ่นมาใช้ เห็นได้จากประตูสไลด์ ขนาด 90×180 เซนติเมตร รางประตูไม้ด้านบนเรียก “คาโมอิ” ส่วนด้านล่างเรียก”ชิกิอิ” เหตุผลที่เลือกเป็นประตูสไลด์ เพราะสามารถเชื่อมพื้นที่ต่างๆ ถึงกันได้ง่าย ทั้งยังนำกระดาษหรือท่ีเรียกว่า โชจิ (Shoji) มาใช้กรุบานประตู อย่างที่มีให้เห็นทั่วไปในบ้านดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น

บ้านญี่ปุ่นสมัยก่อนมักมีด้านหน่ึง ของบ้านที่เป็นผนังทึบทําจากไม้กระดานแนวตั้ง เรียกว่า "ฮาเมอิตาบาริ" แต่ปัจจุบัน ผู้ออกแบบดัดแปลงมาใช้เมทัลชีตสีดํา แทน ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้สีดําก็เพื่อให้ ผนังมีสีตัดกันกับฉากหลังสีเขียวสดจากแมกไม้ในสวนรอบบ้าน

บ้านญี่ปุ่นสมัยก่อนมักมีด้านหน่ึง ของบ้านที่เป็นผนังทึบทําจากไม้กระดานแนวตั้ง เรียกว่า “ฮาเมอิตาบาริ” แต่ปัจจุบัน ผู้ออกแบบดัดแปลงมาใช้เมทัลชีตสีดําแทน ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้สีดําก็เพื่อให้ผนังมีสีตัดกันกับฉากหลังสีเขียวสดจากแมกไม้ในสวนรอบบ้าน

บานเลื่อนโชจิเปิดได้ออกจนสุดทั้งสองด้าน โดยทำผนังด้านข้างสำหรับเก็บบานเลื่อนกระดาษได้อย่างมิดชิด

บานเลื่อนโชจิเปิดได้ออกจนสุดทั้งสองด้าน โดยทำผนังด้านข้างสำหรับเก็บบานเลื่อนกระดาษได้อย่างมิดชิด

ห้องแบบญี่ปุ่นสําหรับใช้พักผ่อน ผู้ออกแบบดีไซน์ให้ผนังทั้งสอง ด้านสามารถเลื่อนเปิด - ปิดได้จน สุดเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ถึงกัน ช่วย ให้บ้านดูโปร่งโล่งขึ้น

ห้องแบบญี่ปุ่นสําหรับใช้พักผ่อน ผู้ออกแบบดีไซน์ให้ผนังทั้งสองด้านสามารถเลื่อนเปิด – ปิดได้จนสุดเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ถึงกัน ช่วยให้บ้านดูโปร่งโล่งขึ้น

modern-farmhouse-14

  สำหรับความท้าทายในการออกแบบบ้านหลังนี้ คุณมาซาชิเล่าว่า เป็นเรื่องยากอยู่ทีเดียวว่าจะทำอย่างไรให้บ้านออกมาเรียบง่ายมากที่สุด โดยยังคงสัดส่วนที่สวยงาม และดีเทลการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนในบ้าน รวมไปถึงสภาพแวดล้อมรอบๆ จนเมื่อบ้านสร้างเสร็จ และได้เห็นคุณพ่อชื่นชอบห้องนั่งเล่นเป็นพิเศษ เพราะท่านสามารถใช้เวลาจากมุมนี้ ชื่นชมสวนสวยๆ ได้ในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนก็เงียบสงบ เรียกว่าสามารถอยู่ที่ห้องนั่งเล่นได้ทั้งวัน ในฐานะของผู้ออกแบบจึงถือว่าบ้านหลังนี้เป็นความสำเร็จทั้งในเรื่องของการทํางานและคุณค่าทางจิตใจอย่างแท้จริง อย่างคำโบราณที่ว่า “ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่” แต่ปัจจุบันแค่ปลูกบ้านตามใจผู้อยู่เห็นจะไม่พอ เพราะนอกจากผู้อยู่จะ “ถูกใจ” แล้ว ความ “สุขใจ” ที่ได้อยู่บ้านก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ความชอบในเรื่องของการถ่ายภาพถูกถ่ายทอดจากรุ่นพ่อถึงรุ่นลูกได้โดยไม่มีเรื่องของยุคสมัยมาขวางกั้น

ความชอบในเรื่องของการถ่ายภาพถูกถ่ายทอดจากรุ่นพ่อถึงรุ่นลูกได้โดยไม่มีเรื่องของยุคสมัยมาขวางกั้น

modern-farmhouse-13

modern-farmhouse-12

modern-farmhouse-11

ขอบคุณ :
เจ้าของ : ครอบครัวกิกคาวะ
ออกแบบ : คุณมาซาชิ กิกคาวะ และคุณอิเคดะ ฮิซาชิ , www.ikd-a.com,kikkawa_architects.jp
เรื่อง : Ektida N.
ภาพ : จิระศักดิ์, นันทิยา
คอลัมน์ : room to room
room magazine : April 2016 No.158

http://www.roommag.com/home-ideas-1/11046/modern-farmhouse/

COOL LIVING CORNER มุมนั่งเล่น ไม่มีร้อน

COOL LIVING CORNER มุมนั่งเล่น ไม่มีร้อน

คนหัวใจเอ๊าต์ดอร์ถ้าคิดอยากจะออกมานอกบ้านช่วงนี้ก็ลำบากหน่อย เพราะอากาศที่ร้อนสุดจะทน มุมนั่งเล่นกึ่งเอ๊าต์ดอร์จึงเป็นทางเลือกที่เรานำมาฝากกัน กับแบบมุมนั่งเล่นเย็นใจ ที่ให้คุณพักผ่อนได้สบายๆ ท่ามกลางอากาศเมืองไทยในฤดูร้อน(มาก)

LIFE IS AN EXPERIMENT

มุมนั่งเล่นสุดเท่กับชิงช้าใสชิ้นมาสเตอร์พีซ ล้อมรอบด้วยสวนแนวตั้ง ส่วนที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญคือการคัดเลือกพรรณไม้ที่เหมาะสมกับลักษณะสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย ซึ่งจําเป็นต้องคํานึงถึงปริมาณการรับแสงและความชื้น จึงเลือกนำเฟินมาตกแต่ง เนื่องจากมีรูปทรงสวยงาม เหมาะกับสภาพอากาศ และดูแลรักษาง่าย
เจ้าของ – ออกแบบ : คุณพันธวิศ ลวเรืองโชค แห่ง Apostrophy’s
Read More : LIFE IS AN EXPERIMENT

cool-living-corner-01-2LIFE IN PLACE, REST IN ART

มุมนั่งเล่นสุดเท่กับชิงช้าใสชิ้นมาสเตอร์พีซ ล้อมรอบด้วยสวนแนวตั้ง ส่วนที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญคือการคัดเลือกพรรณไม้ที่เหมาะสมกับลักษณะสภาพอากาศร้อนชื้นของเมืองไทย ซึ่งจําเป็นต้องคํานึงถึงปริมาณการรับแสงและความชื้น จึงเลือกนำเฟินมาตกแต่ง เนื่องจากมีรูปทรงสวยงาม เหมาะกับสภาพอากาศ และดูแลรักษาง่าย
เจ้าของ – ออกแบบ : คุณพันธวิศ ลวเรืองโชค แห่ง Apostrophy’s
Read More : LIFE IS AN EXPERIMENT

cool-living-corner-02-2LIFE IN PLACE, REST IN ART

ดึงบรรยากาศภายนอกมาไว้ในบ้านด้วยประตูไม้บานเฟี้ยมเปิดออกรับลมเย็น และเห็นธรรมชาติได้เต็มตา ด้านบนสุดของผนังก่ออิฐปราสาทเป็นช่องลมช่วยระบายความร้อน จัดวางเฟอร์นิเจอร์ไม้เส้นสายอ่อนช้อยเข้าชุดกัน จัดวางบนพื้นปูนเปลือย ทำให้มุมเล็กๆ ของห้องนี้ เป็นมุมนั่งเล่นเย็นๆ ที่เกิดผลจากการเลือกใช้งานวัสดุอย่างเกิดประโยชน์
เจ้าของ – ออกแบบ : คุณอนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี และคุณรุ่งวิสาข์ รุ่งธนพัฒน์
Read More : LIFE IN PLACE, REST IN ART ศิลปะในความสงบ

cool-living-corner-03BEYOND THE (BLACK) BOX

มุมพักผ่อนบนชั้นสองนำเสนอการสอดประสานของสถาปัตยกรรมและธรรมชาติอย่างกลมกลืน เสาโครงสร้างของส่วนต่อเติมล้อไปกับลำต้นของไม้ใหญ่ที่พุ่งทะลุขึ้นไปเหนือหลังคาให้ร่มเงาได้ดี ใต้หลังคาลาดเว้นช่องลมตีระแนงช่วยระบายความร้อน เหมือนอยู่บนบ้านต้นไม้อย่างไรอย่างนั้น
เจ้าของ – ออกแบบ : คุณสุริยะ อัมพันศิริรัตน์ แห่ง WALLASIA
Read More : BEYOND THE (BLACK) BOX นอก “กรอบ” ด้วย “แก่น”

cool-living-corner-04ESSENCE OF THAINESS

คอร์ตหญ้ากลางบ้านลาดเอียงลงไปจนถึงจุดต่ำสุดที่ 30 เซนติเมตร แล้วก่อขึ้นเป็นพื้นปูนโดยรอบ ระยะนี้เป็นระยะพอดีเป็นมุมนั่งเล่นเหยียดขานั่งได้สบายๆ มีบานเฟี้ยมไม้กั้นพื้นที่ระหว่างภายในกับภายนอก หากต้องการจะชมสวนหรือเปิดพื้นที่โล่งกว้าง มีแสงสว่าง และให้ลมพัดผ่านได้ตลอดทั้งวันก็แค่เปิดบานเฟี้ยมออกเท่านั้น

เจ้าของ – ออกแบบ : คุณวชิรศักดิ์ มณีวัฒนาพฤกษ์
Read More : ESSENCE OF THAINESS ร่วมสมัยในสไตล์ที่ต่าง

timeless-living-12IT’S TIME FOR TIMELESS LIVING

Outdoor Room โอบล้อมริมระเบียงเพื่อช่วยบังแดดสร้างร่มเงา และเพิ่มอายุการใช้งานของพื้นไม้ท่ีสีมักซีดจางเมื่อโดนแดดจัดเป็นเวลานาน ๆ วางโซฟาเบดขนาดใหญ่เต็มพื้นที่สำหรับนั่งเล่นนอนเล่นได้แบบสบายใจ โซฟาเบดตัวนี้จำเป็นต้องใช้ผ้าบุเฟอร์นิเจอร์สำหรับงานเอ๊าต์ดอร์ เพื่อให้ทนทานตลอดอายุการใช้งาน
ออกแบบตกแต่ง – ออกแบบแสงสว่าง : บริษัท ภาดี สตูดิโอ จำกัด PADEE STUDIO Co., Ltd.
Read More : IT’S TIME FOR TIMELESS LIVING บ้านไร้กาลเวลา

cool-living-corner-06FAIRY TALE GARDEN

พื้นที่เล็กๆ ริมระเบียง ก็เนรมิตเป็นสวนแสนน่ารักสำหรับนั่งเล่นในครอบครัวได้ กรุหลังคาระเบียงด้วยวัสดุโปร่งแสง แล้วแขวนต้นเฟินบริพัตรสำหรับช่วยกรองแสง และเพิ่มความสดชื่น ราวกับล้อมรอบด้วยสวนสวยถึงแม้จะอยู่ในพื้นที่จำกัด
สถานที่ : Misstarcafe
ออกแบบ : Summer Snow Home & Garden
Read More : FAIRY TALE GARDEN สวนในเทพนิยาย

ขอบคุณผู้รวบรวม : skiixy

ขอบคุณบทความจาก : http://www.roommag.com/home-ideas-1

คล้ายภาพที่เลือนลาง ของชำวันวาน วันนี้ วันต่อไป @ chiangmai

ร้านขายของชำ

        บ่ายแก่ ๆ บนถนนเจริญราษฎร์ ตั้งแต่ช่วงแยกสะพานนวรัฐ ไล่ยาวมาจนถึงแยกสะพานนครพิงค์ ภาพผู้คนและรถราสัญจรผ่านไปผ่านมา รวมทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ แกลเลอรี ที่พักอาศัย อาคารบ้านเรือน ชุมชน ที่ผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมจีนและพื้นถิ่นล้านนามีอายุมากกว่า 100 ปี รวมทั้งอาคารสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ผ่านการบูรณาการแต่ยังคงรักษาไว้ซึ่งความเป็นดั้งเดิม กลางวัน กลางคืน สลับสับเปลี่ยนบทบาท ที่ดูมีชีวิตชีวา ประหนึ่งว่าถนนสายนี้คือเส้นเลือดใหญ่ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในชุมชน รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางสัญจรผ่านมาหรือที่พำนักอาศัยในเมืองเชียงใหม่ เหล่านี้อาจดูเป็นภาพที่คุ้นตาสำหรับคนเชียงใหม่และคนในพื้นที่

ร้านขายของชำเชียงใหม่
ลักษณะของหลังคาที่ทรุดโทรมไปตามเวลาที่ผันผ่าน แต่ยังพอจินตนาการได้ถึงความสวยงามในอดีต


ถนนสายเล็กๆเพียงสองเลน แต่ตลอดทางคือชุมชนเก่า


มีการดัดแปลงอาคารเป็นแกลเลอรี่ ร้านค้า ร้านอาหารและร้านกาแฟ แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของโครงสร้างไว้

วันนี้ Review Chiangmai มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์ร้านขายของกิน ของใช้ หรือ ร้านขายของชำในชุมชมย่านวัดเกตการาม เสียงกระดิ่ง นิ๊งหน่อง อาจเป็นเสียงคุ้นหูเมื่อเราเดินผ่านประตูเข้าร้านสะดวกซื้อ ยุคสมัยที่ผันเปลี่ยน หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในย่านนี้ ย่อมมี คงอยู่ เปลี่ยนแปลง หายไปและถูกลืมในที่สุด กลายๆว่าเป็นสิ่งธรรมดา ที่คล้ายกับภาพคุ้นตาหรืออย่างไร ?


ประตูหน้าร้านขายของชำที่มองเห็นยังคงเป็นประตูไม้บานเฟี้ยมที่เต็มไปด้วยร่อยรอยของกาลเวลา


บรรยากาศภายในร้านมีของหลากหลายประเภท แม้กระทั่งเหล้าตองหรือเหล้าก๊ง

พี่เกษรและคู่ชีวิต พยุงลูกน้อยวัยเจ็ดเดือน เพื่อหวังมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ ร้านขายของชำ 2 ชั้น 3 คูหา ตัวบ้านบอกอายุว่าผ่านมาหลายสิบหลายร้อยปี ตกทอดกันมาสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน สินค้าในร้านเป็นพวกของใช้ต่าง ๆ ทั้งอาหารแห้ง จำหน่ายแก่ผู้คนในชุมชนย่านนี้มาจนถึงปัจจุบัน


บรรยากาศจากหน้าร้าน เหมือนได้เห็นวัฒนธรรม 2 ยุคไปพร้อม ๆ กัน


สินค้าอุปโภคส่วนใหญ่ และบุหรี่หลายยี่ห้อจะถูกเก็บไว้ในตู้ เวลาจะเอาก็ให้พี่เกษรหยิบให้


ไม้กวาดดอกหญ้า และไม้กวาดทางมะพร้าวก็มีขาย

เริ่มต้นพี่เกษร ขายของชำหรือว่าทำอย่างอื่นมาก่อน ?

“ตอนพ.ศ. 2534 เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน พี่กับแฟนมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ และโชคดีได้เจอคนใจดีคือเจ้าของบ้านหลังนี้  เขาให้เช่าบ้านนี้ในราคาที่ถูกมาก คล้ายๆว่าให้พี่ช่วยดูแลบ้านไปด้วย เดิมบ้านหลังนี้เป็นร้านขายยาที่สืบทอดกันมา เจ้าของเขาเลิกกิจการย้ายไปอยู่ที่อื่น พี่ก็เลยเปิดร้านขายของชำ ก็ขายให้คนในชุมชนนี้ล่ะ”


ลูกค้าหลัก ๆ คือคนในชุมชน


ข้าวของเครื่องใช้ภายในร้านส่วนใหญ่ยังเป็นไม้ แม้แต่พื้นก็ปูด้วยไม้

ตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีปัญหาหรือสถานการณ์ใดบ้างที่อาจทำให้รู้สึกท้อหรือเดินหน้าต่อไปไม่ไหว 

“เมื่อก่อนที่พี่มาอยู่ในย่านนี้ จะมีร้านของชำอยู่ 3 ร้าน รวมร้านพี่ด้วย แต่สองร้านนั้นเขาย้ายไปกันหมด ตอนนี้แถวนี้ก็เหลือพี่อยู่ร้านเดียว ส่วนปัญหาที่เจอก็มีบ้าง ก่อนหน้านี้มีร้านสะดวกซื้อ 24 ชม. ตั้งอยู่ในย่านเดียวกัน ห่างกันแค่ 300 เมตร ในด้านการขาย เราสู้เขาไม่ได้หรอก ใจมันก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ นะ เขาเปิด 24 ชม. ส่วนเราเปิดตั้งแต่ 9 โมง สามสี่ทุ่มก็ปิดแล้ว แต่จะให้เราทำอะไรได้ ก็ดำเนินกิจการของเราต่อไป เราทำกันเองสองสามี – ภรรยา ไม่มีลูกจ้าง เลยรู้สึกว่าไม่เดือดร้อนมากนัก รายได้ก็พอมี พอกิน เลี้ยงลูกสองคน”

แล้วกลุ่มลูกค้าส่วนมากมาจากไหน ?

“กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนในย่านนี้แหละ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ผ่านไปมา ส่วนมากเขาชอบนะ เขาบอกว่ามันคลาสสิก อย่างช่วงนี้อากาศร้อน พวกเครื่องดื่มจะขายดีเป็นพิเศษ”


ร้านขายของชำเก่าแก่หลาย ๆ ร้าน มักนิยมมัดถุงขนมด้วยเชือกฟางแล้วห้อยไว้แบบนี้


ขนมคบเคี้ยวเหล่านี้เด็ก ๆ ชอบกินเป็นที่สุด รวมถึงคนที่มาดื่มเหล้าก๊ง มักจะซื้อเป็นกับแกล้ม

ประเภทของที่ขายในร้าน ?

“ตามที่เห็นเลย หลัก ๆ จะเป็นของใช้ในครัวเรือน สบู่ ยาสีฟัน  ข้าวสาร อาหารแห้ง มาม่า ปลากระป๋อง ของส่วนมากพี่ไม่ได้เก็บตุนสินค้านะ คือคอยเช็ควันหมดอายุ เราขายออกไม่ทัน เลยลงของทีละไม่มาก หมดแล้วค่อยเติม”


ของใช้เป็นซองพกพาแบบนี้ มีทั้งแชมพู ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่ม ส่วนใหญ่ซองละไม่เกิน 5 บาท

แน่นอนว่าวันนี้หรือวันหน้าย่อมต้องมีการแข่งขันเกิดขึ้น พี่เตรียมแผนการรับมืออะไรไว้บ้าง ? จะยังคงรักษากิจการนี้ไว้หรือไม่ ?

“พี่ก็ไม่รู้นะ แต่ก็จะทำมันให้เต็มที่นั่นล่ะ ทำมันต่อไปนะ ทำจนรู้สึกว่าไม่ไหวจริง ๆ พี่อยู่กับมันมายี่สิบกว่าปีแล้ว จะให้ไปทำอย่างอื่นก็ไม่ถนัด ทั้งประสบการณ์ ความสามารถและความรู้ก็น้อย ตอนนี้พี่ก็พยุงร้านไป โชคดีที่ค่าเช่าไม่แพง ส่วนกำไรก็ไม่มากหรอก น้ำดื่มขวดหนึ่งกำไรบาทสองบาท แต่ก็พออยู่ได้ ตอนนี้ลูกคนโตทำงานแล้ว ส่วนคนเล็กเรียนอยู่ ม.5 พี่ก็ไม่รู้ว่าอนาคตเขาอยากจะสืบทอดกิจการนี้หรือเปล่า ก็แล้วแต่เขา ว่าอยากจะทำอะไร ส่วนวันข้างหน้า หากว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น พี่ก็จะค่อย ๆ ปรับวิธีการเอา เช่นประเภทพวกสินค้าหรือบรรยากาศในร้าน ส่วนตัวอาคารนั้นพี่ก็ยังคงรักษาไว้แบบเดิม”


ถ้าขับมอเตอร์ไซค์มา ก็จอดชิดริมทางหน้าร้านนั้นเอง ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าจะรีบมารีบไป

        หลายสิ่ง หลายอย่าง คงอยู่ เกิดขึ้น หายไป เวียนมา ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ภาพในย่านชุมชนตึกเก่าแห่งนี้ ซึ่งดูเป็นภาพที่คุ้นตา คล้ายภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำ ๆ แต่ชีวิตจริง ในหลาย ๆ อย่าง เราไม่สามารถที่จะกรอกลับไปได้ จึงต้องเดินต่อไปข้างหน้า และไม่ว่าสภาพสังคม การแข่งขันทางการค้า การพัฒนา เติบโตของโลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด แต่หัวใจดวงนี้ยังคงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ที่ ๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก การเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชนย่านวัดเกตการาม จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ภาพที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เราจะจดจำหรือลืมมันไปนั้นอยู่ที่ตัวเรา ส่วนภาพที่ยังคงมีอยู่ เราจะรักษามันไว้ดูกันนาน ๆ หรือไม่ ก็ล้วนอยู่ที่ตัวเราเองเช่นกัน


บรรยากาศยามค่ำคืน ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนละแวกนั้น

ในส่วนตัวผม ร้านของชำมักทำให้นึกถึงภาพวัยเด็ก ภาพเด็กชายตัวเล็กถือเงินบาทสองบาทวิ่งเข้าไปซื้อขนม ลูกอม ของเล่น และอื่น ๆ มากมายหลายอย่างภายในร้าน ที่เหมือนร้านสะดวกซื้อในยุคนั้น ร้านขายของชำที่ยังคงหลงเหลือในปัจจุบัน ก็ต้องปรับกลยุทธ์ ปรับตัวสินค้าไปตามความต้องการของผู้บริโภค ถึงแม้ว่าจะไม่สะดวกสบาย ไม่เพียบพร้อมเท่ากับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันหลายร้านจะเลือนหายเลิกกิจการไป ที่ยังคงมีอยู่ก็จะเห็น คนสูงวัย อาอึ้ม อาม่า อาเจ๊ก ดูแลกิจการ ส่วนลูกหลานก็เลือกไปทำอย่างอื่น สิ่งเหล่านี้คล้ายว่าได้เคยอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน แล้วความทรงจำล่ะ จะเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลาไหม ?


สีสันยามค่ำคืน หลายคนขับรถผ่านมาก็ผ่านไป ในขณะที่คนบางกลุ่มยังเลือกเดินเข้ามาที่นี่ ร้านขายของชำ ร้านเดิมในวัยเยาว์

เรื่องและรูปโดย Pornthep Chitphong

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก  :  http://www.reviewchiangmai.com/3793