กล่องชีวิต

ชีวิตที่ผ่านมาของพันตรีรอย ฮัดสัน

ไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสได้พบและสนทนาอย่างออกรสกับแขกรับเชิญที่มีวัยมากถึง 97 ปีและยิ่งหากท่านผู้นั้นเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษที่อยู่เชียงใหม่มา 56 ปี เป็นผู้ที่ถือว่าเป็น Encyclopedia ของเมืองเชียงใหม่ก็ว่าได้ เพราะมีผลงานเขียนที่เป็นบทความทรงคุณค่ามากมาย ทั้งในด้านประวัติศาสตร์และบันทึกเหตุการณ์ในสมัยนั้นพันตรีรอย ฮัดสัน หรือที่เราเรียกตามคุณพยาบาลที่ดูแลว่าคุณ ‘ลุงรอย’ ต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มและภาษาไทยที่เสียงดังฟังชัด “จอดรถตรงนั้นได้เลยครับ จะนั่งข้างนอกหรือข้างในก็ได้” ถึงบทสนทนาต่อมาจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่คุณลุงก็แทรกภาษาไทยกำกับได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะเป็นเรื่องราวที่ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่คุณลุงรอยก็ยังมีความทรงจำที่แจ่มชัด และสนทนาได้อย่างไม่ติดขัด มีบทความบันทึกคำพูดของคุณลุงว่า… ‘เชียงใหม่เป็นสวรรค์แห่งสุดท้ายบนโลก’

“ผมก็จำไม่ได้ว่าพูดประโยคนี้ไว้ที่ไหน(หัวเราะ) แต่มันเป็นเรื่องจริงครับ ผมมาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อสงครามสงบแล้ว ญี่ปุ่นยอมยกธงขาว ผมคุมหน่วยทหารช่าง เราบินจากย่างกุ้งมาลงที่สนามบินดอนเมืองในปี 1945 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง, 72 ปีมาแล้ว ผมอยู่ที่นี่แค่ 5-6 เดือน ได้เห็นเมืองไทยแค่นิดหน่อย” แม้การมาครั้งแรกจะอยู่เมืองไทยเพียงช่วงสั้นๆ แต่ลุงรอยก็แวะเวียนกลับมาเสมอตลอดระยะเวลา 20 ปีหลังจากนั้น

“ผมอาสาทำงานในกองทัพหลังสงครามยุติ อยู่ในพม่า 5-6 ปี จากนั้นก็ใช้เวลา 20 ปีในฐานทัพที่มาเลย์ ฮ่องกง สิงคโปร์ เนปาล จากประเทศเหล่านี้ ผมขึ้นเครื่องบินมาเที่ยวเมืองไทยทุกครั้งที่ผมมีวันหยุด 2-3 สัปดาห์ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ผมมาเมืองไทยและลงใต้จนถึงชายแดนมาเลย์ จากนั้นผมก็มาอีก คราวนี้มา ‘เชียงใหม่’ น่าจะปี 1956-1957 ตอนนั้นเชียงใหม่ยังเป็นเมืองเล็กๆ เครื่องบินมาลงอาทิตย์ละ 2 ครั้ง รถไฟดีหน่อยมาวันละครั้ง ประชากรยังไม่เยอะ อากาศดี อาหารอร่อย ตอนนั้นมีฝรั่งอยู่ไม่เกิน 50 คนรวมกงสุลอังกฤษแล้ว ผมบอกโดโรธี ภรรยากงสุลว่าเกษียณแล้วผมอยากมาอยู่เชียงใหม่ เธอบอกว่าคุณต้องพบกับคุณไกรศรี (นิมมานเหมินท์) เพราะคุณไกรศรีเป็นคนสำคัญของที่นี่ ทุกคนที่ขึ้นมาเชียงใหม่ต้องพบกับคุณไกรศรี”

“ผมได้พบกับคุณไกรศรีในช่วงลาพัก พอลาออกจากกองทัพหลังจากทำมา 20 ปี ผมกลับอังกฤษและไปเรียนภาษาไทยขั้นพื้นฐาน 2 คอร์สที่ School of Oriental and African Studies (SOAS) ช่วงปลายปี ผมลงเรือที่ท่าเมืองโดเวอร์(สะกดให้ฟัง)ทางใต้ของอังกฤษ เรือลำนั้นพาผมมาถึงกรุงเทพในที่สุด มาเทียบท่าที่คลองเตย วันนั้นเป็นวันเกิดครบรอบ 40 ปีของผมพอดี ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นฤกษ์ที่ดีมาก จากนั้นผมก็อยู่เมืองไทยมาตลอด”

“แรกทีเดียว ผมถามคนอังกฤษคนหนึ่งว่ามีโรงเรียนไหนในกรุงเทพต้องการครูสอนภาษาอังกฤษบ้างไหม แล้วผมก็ได้งานที่โรงเรียนแถวฝั่งธนฯ แต่ผมพบว่าโรงเรียนนี้ไม่ได้หยุดเสาร์อาทิตย์ตามปกติ แต่หยุดพฤหัสฯอาทิตย์ผมถามครูใหญ่ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์หายไปไหน มันไม่เหมาะกับผม ผมเลยยื่นใบลาออก ผมสอนอยู่ได้หนึ่งเดือนนะ ครูใหญ่นิสัยดีมาก อ้อ …ผมลืมเล่าไป สิ่งแรกที่ผมทำหลังได้งานสอน คือ ผมไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แจ้งความจำนงว่าอยากอยู่เมืองไทยแบบเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร(Permanent Resident) เขาบอกให้ผมมาอีกทีวันรุ่งขึ้น หัวหน้าจะมาทำงาน รุ่งขึ้นผมก็ไปใหม่ เจออีก 4 คนที่ต้องการอยู่ยาวเหมือนผม เรายืนล้อมโต๊ะเขาเป็นรูปครึ่งวงกลม เขานั่งที่โต๊ะ ก้มหน้าลงอ่านเอกสารและเงยหน้ามองเรา ก้มอ่านแล้วก็เงยหน้ามอง ทีละคนทีละคน แล้วเราก็ได้ตามความประสงค์ทุกคน”

คุณลุงได้เอกสารหมายเลข 1 ใช่ไหมคะ!?

“เปล่าๆๆ เพราะเราขอใบต่างด้าว มีคนขอประมาณ 100 คนก่อนหน้านี้แล้ว ผมได้เอกสารใบต่างด้าวที่บางกอกน้อย ฝั่งธนฯ ใบต่างด้าวนี้ทำให้คุณไม่ต้องไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีก ใบต่างด้าวอนุญาตให้เราอยู่ได้ถาวร แต่ต้องไปต่ออายุทุก 5-10 ปีที่สถานีตำรวจ ผมก็ต้องไปลงทะเบียนที่สถานีตำรวจที่เชียงใหม่ ผมยังเก็บใบตัวจริงไว้เลยนะครับ ออกให้เมื่อปี 2502 ผมเป็นหมายเลข 1 ของฝั่งธนฯ ผมคิดว่าลูกชายผมเก็บเอกสารนี้ไว้ นอกจากใบต่างด้าวแล้ว ยังมีใบที่ถ้าหากออกนอกประเทศ ต้องประทับตราก่อนจะออก ตอนกลับเข้ามาจะได้เข้าง่ายๆผมมีเอกสารสองแบบ“

ฉันเอารูปถ่ายสมัยหนุ่มๆ ของคุณลุงรอยที่ได้จากเว็บไซด์หนึ่งขึ้นมาให้คุณลุงดูพลางชมว่าคุณลุงหล่อมาก

“รูปภาพสมัยผมเป็นทหาร นี่หมวกทหาร ขอบคุณครับ หล่อมาก (พูดไทยพลางหัวเราะ) น่าจะปี 1945 ไม่ใช่สิ 1948”

“พอได้เอกสาร ผมก็ตัดสินใจนั่งรถไฟขึ้นมาเชียงใหม่ ผมมาถึงในปี 1960 วันที่ 6 มกราคม เป็นวันสุดท้ายของงานฤดูหนาว ผมได้พบกับคุณไกรศรี ซึ่งเป็นนายแบงค์ใหญ่ ดูแลหลายสาขา คุณไกรศรีถามว่าผมทำอะไรอยู่ ผมบอกว่ายังไม่ได้ทำอะไร เขาถามว่าสอนภาษาอังกฤษให้เสมียนธนาคารได้ไหม…คุณไกรศรีหาบ้านให้ผมอยู่แถวช้างคลาน ให้สอนภาษา ในห้องเรียนอนุญาตให้คนนอกมาเรียนได้ ผมเจอภรรยาผมที่นี่เอง เธอมาเรียนกับเพื่อน ตอนนั้นภรรยาผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลที่ลำพูน”

“เราแต่งงานกัน ทำพิธีผูกข้อมือตามประเพณีเชียงใหม่ และรดน้ำสังข์ตามประเพณีไทย งานแต่งเชิญคน 50 คน เราเชิญทั้งกงสุลอังกฤษและนายอำเภอเชียงใหม่ พองานเลี้ยงฉลองเลิกปุ๊บ เราก็ได้เอกสารสองชุด ทะเบียนสมรสจากนายอำเภอ ฉบับหนึ่งของผม ฉบับหนึ่งของอาภรณ์ และได้เอกสารจากกงสุลอังกฤษอีกชุดหนึ่ง กงสุลบอกว่าจะออกให้ก็ต่อเมื่อเชิญมาร่วมงานเท่านั้น อาภรณ์สอนอนุบาลที่ลำพูนต่ออีกประมาณ 1-2 ปี เสาร์อาทิตย์ก็ขึ้นมาเชียงใหม่”

ชีวิตในเชียงใหม่เป็นอย่างไรบ้างคะ

“เราย้ายบ้านไปหลายที่ครับ ในช่วงนั้น คนอังกฤษสามารถซื้อที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยได้ 1 ไร่ ผมเลยซื้อที่ดิน 1 ไร่จากหมอฟันคนหนึ่ง สร้างบ้านไม้ เป็นบังกะโลสวยมากแต่ผมรู้ว่าที่ดินอาจจะถูกมหาวิทยาลัย (เชียงใหม่) เวนคืน  หนึ่งปีต่อมา เขาเวนคืนที่ดินเยอะมาก ทุกคนถูกขอร้องให้ยอมรับตามราคาที่ทางการเสนอ มี 2 คนไม่ยอม คนหนึ่งเป็นผู้จัดการเก่าของบริษัทป่าไม้อังกฤษ อีกคนคือผม  ผมซื้อที่ดินมา นี่ใบเสร็จ นี่คือสิ่งที่ผมจ่ายไป ในที่สุด อธิการบดีของมหาวิทยาลัย ดร. บุญสม มาร์ติน เป็นเพื่อนผมมาหาผมและถามว่าคุณไม่พอใจกับตัวเลขที่เราเสนอใช่ไหม ผมบอกใช่สิ ผมเอาใบเสร็จให้เขาดู เขามีสมุดโน้ตมาด้วย เขาบอกว่า อ้อ…คุณสร้างบังกะโลสวยดีนะ จดๆๆๆอ้อ…คุณมีบ่อน้ำด้วย จดๆๆๆ อ้อ…มีรั้วด้วย จดๆๆๆ พอเสร็จหมดเขาก็รวมตัวเลขมาเป็นยอดหนึ่ง ผมตอบตกลงตามตัวเลขนั้น ผมเลยได้ตามนั้น ตอนนี้ตรงนั้นกลายเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ไปแล้ว”

ครอบครัวฮัดสันเคยมีโรงเรียนอนุบาลชื่อโรงเรียนอนุบาลดรุณรักษ์ฮัดสัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนอนุบาลเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ถึงแม้ปัจจุบันจะปิดไปแล้วแต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำของคนเชียงใหม่

ครอบครัวฮัดสันเคยเปิดร้านขายหนังสือและให้บริการด้านท่องเที่ยวที่ถนนท่าแพ หนังสือ Hudson’s Guide To Chiang Mai and The North พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2508 เป็นหนังสือท่องเที่ยวเชียงใหม่เล่มเดียวในสมัยนั้น ปัจจุบันกลายเป็นหนังสือคลาสสิกไปแล้ว

“สมัยก่อน ‘สงกรานต์’ เป็นประเพณีที่สวยงาม คนเดินสาดน้ำกันตามถนนท่าแพ ไม่มีรถใหญ่ๆ เหมือนสมัยนี้ ครอบครัวอาภรณ์มีพื้นเพอยู่ที่ท่าแพ ครอบครัวของเราก็มีร้านที่ท่าแพ ‘Hudson Enterprises’ เป็นร้านแรกในท่าแพที่ติดเครื่องปรับอากาศ ใครๆ ก็ต้องมาที่ร้านเพราะผมขายแผนที่และหนังสือไกด์บุ๊คที่ผมเขียนเอง Hudson’s Guide To Chiang Mai and The North พิมพ์มาแล้ว 6 ครั้ง ครั้งละ 5-6,000 เล่ม ตอนนั้นขายดี เล่มละ 25 บาท ตอนนี้ไกด์บุ๊คขายเล่มละ 370 บาท”

“เวลาที่แขกมาเที่ยวเชียงใหม่ ที่นิยมพาไปกันคือดอยสุเทพ เพราะได้เห็นวิวสวยๆ ตอนผมมาใหม่ๆ ผมเคยเดิน 9 กิโลขึ้นไปที่วัด(พระธาตุดอยสุเทพ) เดินขึ้นไปที่หมู่บ้านชาวเขา เดินลงมาแล้วก็เดินขึ้นไปอีก ตอนลงมาที่ตีนดอยตรงอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย มีรถบัสกำลังจะออก ผมรีบตะโกนเรียกเขาถึงได้หยุดรับ (หัวเราะ)”

ช่วงที่วัยและสุขภาพของคุณลุงรอยยังแข็งแรง คนเชียงใหม่สมัยนั้นจะชินตากับภาพคุณลุงขับรถฟอร์ดคอร์ติน่าสีแดงไปไหนมาไหน ในวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี คุณลุงเคยไปร่วมงานวันทหารผ่านศึกที่สุสานฝรั่งเมืองเชียงใหม่ คุณลุงเล่าว่าในปีพ.ศ. 2441 รัชกาลที่ 5 พระราชทานที่ดินเพื่อสร้างสุสานฝรั่งแห่งนี้ โดยมีข้อแม้ว่าห้ามซื้อขายและต้องใช้สำหรับชาวต่างชาติเท่านั้น ในยามว่าง คุณลุงจะไปสังสรรค์พบปะเพื่อนฝูงที่ Chiengmai Gymkhana ซึ่งทุกวันนี้ คนที่ทำงานที่นั่นยังรู้จักชื่อคุณลุงรอยเป็นอย่างดี ถึงแม้คนที่เคยให้บริการคุณลุงจะไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้วก็ตาม ในห้องที่เข้าได้เฉพาะสมาชิก ยังมีรูปคุณลุงติดอยู่หลายรูป รวมถึงรูปหมู่ที่มีคุณเอริค ฮัดสัน ลูกชายของคุณลุงในวัยเด็กนั่งอยู่กับพื้นด้วย นอกจากนี้ คุณลุงรอยยังเคยเป็นแขกประจำของเดอะผับมาตั้งแต่ปีค.ศ.1970

“ร้านนี้อยู่มากี่ปีแล้วนะ (ทำท่านึก) 46 ปีมาแล้ว ในแผนที่เชียงใหม่สมัยนั้น ถนนเส้นนั้นมีร้านนี้อยู่ร้านเดียว ตอนนั้นถนนนิมมานฯไม่มีอะไรเลย มีร้านอยู่ร้านเดียว เป็นร้านยางบริดจสโตน ผมมีภาพถ่ายทางอากาศด้วยนะ”

จากวันแรกถึงวันนี้ เชียงใหม่เปลี่ยนไปอย่างไร เป็นคำถามที่เราอยากรู้ที่สุด

“ที่เปลี่ยนมากที่สุดคือการจราจร ตอนผมมาที่นี่ คนมีรถยนต์น้อยมาก ถ้าจากท่าแพไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟแล้วเจอรถยนต์อีก 3 คัน คนก็จะบ่นว่าวันนี้รถเยอะจัง แต่ก่อนคนถีบจักรยานกัน ไม่ก็นั่งสามล้อ นั่นแหละที่เปลี่ยนแปลงที่สุด หลายคนที่ผมรู้จักย้ายออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ หลายคนมาอยู่แถวนี้เพราะมีที่ทางสวยๆ ย้ายออกมาเพราะการจราจร และย้ายออกมาเพราะเสียงเครื่องบิน สมัยก่อนเครื่องบินมาอาทิตย์ ละ 2 เที่ยวครับ เดี๋ยวนี้วันละ 44 เที่ยว กรุงเทพ-เชียงใหม่ อะไรทำนองนั้น”

มาคุยถึงงานเขียนของคุณลุงบ้าง

“ที่ Bangkok Post ผมเป็นคนตั้งชื่อคอลัมน์ PostBag นะครับ ผมยังเก็บคลิปปิ้งใส่แฟ้มไว้(เปิดแฟ้มให้ดู) อย่างอันนี้ นี่เรื่อง Emil ของวิศวกรชาวเยอรมันที่สร้างอุโมงค์ลอดถ้ำขุนตาล”

ผลงานทรงคุณค่าที่เป็นทั้งบทความและจดหมาย ไม่ว่าจะเป็นแง่ประวัติศาสตร์หรือประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ตีพิมพ์ในสื่ออย่างเช่น Bangkok Post, Chiang Mai Newsletter(ที่ต่อมาคือ Chiang Mai Citylife) และ Guidelines Magazine (Chiang Mai) ถูกเก็บไว้ในแฟ้มอย่างดี ที่สำคัญ บทความ ‘How to spell Chiang Mai’ เป็นบทความที่รวบรวมการสะกดชื่อ ‘เชียงใหม่’ ด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษถึง 50 กว่าชื่อ ต่อมามีการรวบรวมเพิ่มเติมได้มากกว่า 100 ชื่อ เป็นบทความชิ้นเอกที่ได้รับการอ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน

“มันเป็นงานอดิเรกของผมครับ ผมอ่านหนังสือเยอะมาก และพบว่าการสะกดชื่อคำว่า ‘เชียงใหม่’ แม้ตั้งแต่ยังเป็นเมืองเล็กๆ นั้นสะกดได้หลายอย่างในหนังสือหลายเล่ม พออ่านเจอในหนังสือหรือบทความที่ไหน ผมเลยจดชื่อหนังสือ บทความและปีเอาไว้แต่ผมไม่ได้เป็นนักวิชาการ เลยไม่ได้ใส่รายละเอียดไว้ด้วย”

“มีปีหนึ่งที่ผมเขียนไว้ ผมคิดว่าน่าจะปี 1530 หรือ 1540 นี่แหละ เป็นปีที่คนอังกฤษคนแรกเดินทางมาถึงเชียงใหม่ 450 ปีมาแล้ว ราล์ฟ ฟิทช์ (Ralph Fitch)
ใช่แล้ว ผมดีใจที่คุณทักขึ้นมา เพราะผมลืมชื่อเขาไปแล้ว เขาเป็นคนแรกที่เดินทางมาจนถึงเชียงใหม่ เรื่องนี้มีการบันทึกไว้เป็นอย่างดี เพราะเขาออกจากอังกฤษเป็นกลุ่มกัน 5 คน ไปถึงตะวันออกกลาง แวะที่เมืองๆ หนึ่งในตะวันออกกลาง จากนั้นไปที่อ่าว ถูกพวกโปรตุเกสจับไปอยู่เมืองในอินเดีย ต้องจ่ายค่าประกันตัว แล้วพากันหลบหนีออกมาได้ 4 คน มีหนึ่งคนที่ยังอยู่ในเมือง คนนี้เป็นช่างสี เมืองนั้นมีโบสถ์เยอะ พวกนั้นต้องการทาสีโบสถ์ ช่างสีก็เลยอยู่ต่อ อีก 4 คนหนีออกมาที่เมืองหนึ่งในอินเดีย น่าจะเมืองเพตตี้ฟอร์ทหรืออะไรนี่แหละ พอพบกับเจ้าเมืองก็มอบจดหมายจากควีนอลิซาเบธให้ หนึ่งในสี่คนนั้นเป็นช่างเพชรพลอย เขาเลยอยู่ต่อเพื่อช่วยงานด้านเพชรพลอยให้เจ้าเมืองอินเดีย อีกคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มกลับไปอังกฤษ แล้วก็ไม่มีใครได้ข่าวเขาอีก”

“ราล์ฟเดินทางต่อในอินเดียไปจนถึงพม่า ตามลำน้ำอิรวดีจนถึงเชียงใหม่ เขาสะกดชื่อเชียงใหม่ตลกอยู่สักหน่อย แต่เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละ เขาเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดิม แต่คงจะปลอมตัว ที่สุดก็กลับมาถึงอังกฤษ แน่ล่ะ ทุกคนที่อังกฤษนึกว่าเขาตายไปแล้ว  มีคนขอให้เขาเขียนเรื่องการเดินทางของเขา เพราะมีบริษัทใหญ่ต้องการจะเริ่มงานที่นั่น จึงต้องการข้อมูลจากเขาให้มากที่สุด แต่เขาเขียนออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ พวกนั้นไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก หลังจากนั้น บริษัทใหญ่ของอังกฤษก็เดินทางไปอินเดีย”

ชีวิตในปัจจุบัน คุณลุงพำนักอยู่ที่บ้านในอำเภอแม่ริม ในตอนเย็นแดดร่มลมตกคุณลุงมักออกมานั่งเล่นหน้าบ้าน คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะทักทายและยกมือไหว้อย่างคุ้นเคย และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะย่นย่อเรื่องราวชีวิตอันน่าทึ่งและยาวนาน 97 ปีลงในระยะเวลาสั้นๆ ของการสนทนาครั้งนี้ คุณลุงรอยมีบุคลิกเป็นกันเอง มีไหวพริบแพรวพราวและอารมณ์ขันที่แฝงไว้ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษเต็มเปี่ยม ความผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความเป็นเชียงใหม่กับความเป็นอังกฤษสร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้แก่ผู้ที่ได้พบเจอเสมอ มีอะไรอีกมากมายที่ฉันอยากรู้อยากถาม ด้วยว่าประสบการณ์และแนวความคิดอันคมคายของคุณลุงล้วนน่าตื่นตาตื่นใจทั้งสิ้น เมื่อเวลางวดเข้ามา และคุณลุงเริ่มเหนื่อยล้าจากการที่ต้องพูดเป็นเวลานานติดต่อกัน ฉันก็รู้ว่าได้เวลาที่จะต้องกราบลาคุณลุงเสียที

สำหรับคนที่สนใจ ยังมีบทความของคุณลุงรอยอีกมากมายที่น่าจะเป็นประโยชน์ ฉันจึงขอเลือกตัวอย่างเพียงเล็กน้อยจากเว็บไซด์มาให้อ่านกัน

เรื่องแรกเป็นเรื่องการรบที่สะพานข้ามแม่น้ำสะโตงในพม่าช่วงสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ในปีค.ศ. 1942 ซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดทางการทหารสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับกองทัพอังกฤษ เป็นเหตุการณ์ที่มีการศึกษาและวิเคราะห์ในแง่ประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวาง คุณลุงรอยร่วมรบในเหตุการณ์นั้นด้วย “ผมโชคดีที่รอดมาได้” เรื่องราวจะเฉียดฉิวเพียงใด อ่านได้ที่นี่ค่ะ…http://www.miwsr.com/2010/20100706.asp

เรื่องที่สองนี้เคยตีพิมพ์ใน Bangkok Post และเคยลงในนิตยสาร Guidelines ชื่อเรื่อง The General is not Amused เล่าสั้นๆ ก็คือ หลังจากที่สงครามโลกครั้ง ที่ 2 ยุติลงใหม่ๆ คุณลุงรอยคุมหน่วยทหารของอังกฤษเข้ามาที่กรุงเทพฯ และพักอยู่ตรงข้ามกับวังสวนผักกาด ซึ่งท่านเจ้าของวังคือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต และหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ตอนนั้นในเมืองแทบไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องจุดตะเกียงกัน เย็นวันหนึ่งที่วังจัดงานรำวง แน่นอนว่ากองทหารอังกฤษที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่างแอบมองความเป็นไปอย่างสนใจยิ่ง พองานเริ่มจึงมีทหารซึ่งเป็นลูกน้องของคุณลุงรอย 5-6 คนข้ามฟากไปเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และคงจะดีมากถึงขั้นตอนลากลับ ลูกน้องของคุณลุงคนหนึ่งให้ทิปหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์เป็นแบงค์สิบรูปีหนึ่งใบ! เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เชิญคลิกอ่านต่อได้ค่ะ…  http://www.arrse.co.uk/community/threads/the-general-is-not-amused.82569/

ขอขอบคุณ คุณอแมนด้า ฮัดสัน บุตรสาวของพันตรีรอย ฮัดสันในความกรุณาและอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

อ้างอิง

To Thailand with Love, A Travel Guide for the Connoisseue, Edited & with contributions by Nabanita Dutt, 2013, Page 89
http://thailandjingjing.blogspot.com/2010/03/chiang-mai-colonial-history-in-colony.html Chiang Mai — Colonial History in a Colony That Never Was (The Story about Gymkhana Club.)
http://www.chiangmai-chiangrai.com/how_to_spell_chiangmai.html
http://www.chiangmaicitylife.com/citylife-archive/major-roy-hudson-50-years-in-chiang-mai/
http://www.miwsr.com/2010/20100706.asp
http://www.arrse.co.uk/community/threads/the-general-is-not-amused.82569/

เรื่อง :  กิติพร นิมิตรบรรณสาร  ภาพ:  กรินทร์ มงคลพันธ์

คัดลอก และ ขอบคุณบทความดี ๆ จาก  :  http://www.compasscm.com/view/1132

Advertisements

ผักไฮโดรโปรนิกส์ และคุณประโยชน์

Hydroponics for Health เคล็ดลับสุขภาพดีจากผักไฮโดรโปนิกส์ (Slim up)  

ผักเรดโอ๊ค (RED OAK) เป็นผักตระกูลสลัด ใบมีสีแดงเข้มและเขียวเข้มแล้วแต่สายพันธุ์ มีกากใยอาหารมาก ช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดพวกไขมันและอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในลำไส้ได้
ผักสลัดคอส (Cos) ผักชนิดนี้มีรสชาติหวานกรอบ ทำอาหารได้หลากหลาย สามารถใช้แทนคะน้า และกวางตุ้งในการประกอบอาหารได้ สลัดคอสเป็นผักที่มีวิตามินสูงและมีธาตุเหล็กช่วยเพิ่มจำนวน Hemoglobin (เม็ดเลือดแดง) ในร่างกาย ช่วยแก้โรคโลหิตจางได้ นอกจากนั้นในผักสลัดคอสยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพียง 3% เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายดีอีกด้วย        การดูแลสุขภาพในปัจจุบันนี้ นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นกว่าในยุคก่อน เพราะโรคภัยที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรคที่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นได้ง่าย แถมยังมีเชื้อโรคใหม่เกิดขึ้นได้ทุกวัน ยิ่งถ้าขาดการป้องกันที่ดี หรือขาดการดูแลเอาใจใส่สุขภาพร่างกายของตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้เชื้อโรคต่าง ๆ เข้ามาทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องดูแล และมีโรคภัยไข้เจ็บในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นทุกวัน อาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อการดูแลสุขภาพร่างกายของคนในยุคปัจจุบันมากที่สุด โดยเฉพาะเมนูเพื่อสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกส่วนผสมของอาหารที่ทำมาจากธรรมชาติ หรือจากผักหรือผลไม้สด ๆ ไร้สารพิษ และส่วนมากจะนิยมปลูกพืชในน้ำที่มีสารละลายธาตุอาหารทดแทนการปลูกพืชในดิน ที่เราใช้ในการปลูกพืชทางการเกษตรทั่ว ๆ ไป ซึ่งเราสามารถเรียกวิธีการปลูกพืชแบบนี้ว่า “วิธีการปลูกพืชแบบไร้ดินหรือไฮโดรโปนิกส์”

ส่วนใหญ่แล้วพืชที่ใช้วิธีการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ จะเป็นพืชที่ใช้ในการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผักกาดแก้ว ผักเรดครอรัล (RED CORAL) ซึ่งคล้ายผักเรดโอ๊ค รสชาติหวานกรอบกว่าเรดโอ๊ค มีกากใยอาหารมาก โดยกากใยพวกนี้จะช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดพวกไขมันและอนุมูลอิสระที่เกาะตามผนังลำไส้ อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ได้ ส่วนใหญ่นิยมทานสด ทำเป็นผักสลัด เป็นเครื่องเคียงในเมนูประเภทยำ หรือเป็นผักประเภททานคู่กับแหนมเนืองจะอร่อยมาก รสชาติคล้ายผักกาดหอมแต่จะหวานกว่า

สีสันของผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ การกินผักผลไม้หลากสีที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์นั้น มีข้อดีต่อสุขภาพเช่นกัน เพราะสีสันแต่ละสีในพืชผักเหล่านี้ มีความยาวคลื่น และความถี่ของคลื่นแสงสีเฉพาะตัว ซึ่งไม่เพียงแค่มีผลต่อการรับรู้ทางสายตาเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อร่างกายของเราอีกด้วย เพราะสีสันเหล่านี้จะบ่งบอกถึงคุณค่าทางโภชนาการ และประโยชน์ที่แฝงอยู่

ตัวอย่างเช่น สีส้มของส้มช่วยขับสารพิษ สีแดงของมะเขือเทศช่วยเพิ่มพลัง ส่วนสีเหลืองของข้าวโพดช่วยทำให้อารมณ์ดี

นอกจากการเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว การกินด้วยปริมาณที่เหมาสมและครบถ้วน ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้กัน ถ้าหากคุณรู้จักเลือก และจัดระบบให้กับการดูแลร่างกายของตัวเองได้เป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคชนิดไหน ๆ หรือคุณจะต้องมีเรื่องให้ปวดหัวมากสักเท่าไร คุณก็จะสามารถจัดการกับปัญหาและผ่านพันอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง

เรามาดูกันว่าผักไฮโดรโปรนิกส์ ที่นิยมใช้รับประทานกันปัจจุบันมีอะไรบ้าง และมีประโยชน์กับร่างกายเราอย่างไร

1.กรีนโอ๊ค  คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

2.เรดโอ๊ค คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

3.กรีนคอส คุณค่าทางโภชนาการ:  ป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง

4.บัตเตอร์เฮด คุณค่าทางโภชนาการ: บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงผิว และช่วยลดคอเรสเตอรอล

5.เรดปัตตาเวีย คุณค่าทางโภชนาการ:  บำรุงสายตา ใยอาหารสูง

6.ฟิลเล ไอซ์เบิร์ก คุณค่าทางโภชนาการ: ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ป้องกันโรคหวัด เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

7.เรดคอรัล คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยสร้างเม็ดเลือด ให้เส้นใยอาหารสูง ป้องกันโรคปากนกกระจอก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง มีวิตามินซีสูง

ประโยชน์ของผักไฮโดรโปนิกส์
1.ผักไฮโดรโปนิกส์เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย

2.มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคสูง เนื่องจากการปลูกผักไร้ดินเป็นการนำสารละลายธาตุอาหารมาละลาย โดยใช้ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการพืช เช่นเดียวกับการปลูกพืชบนดิน แต่ต่างกันตรงที่ผักที่ปลูกในดินจะต้องอาศัยจุลินทรีย์มาเปลี่ยนเป็นอาหาร ทำให้บางครั้งหากในดินมีธาตุโลหะหนักที่เป็นพิษต่อผู้บริโภค จุลินทรีย์ก็จะเปลี่ยนให้พืชสามารถดูดธาตุที่เป็นพิษเข้าไปได้ ในขณะที่การปลูกพืชไร้ดิน จะสามารถควบคุมแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ ผู้บริโภคจึงได้รับประทานผักสดสะอาดที่มีความปลอดภัยสูง

3.ข้อดีของการบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์ คือ การคงคุณประโยชน์ที่โดดเด่นที่สุดของผักเอาไว้ได้อย่างเต็มที่ เช่น กากใยอาหาร ที่เป็นตัวช่วยในการล้างผนังลำไส้และเป็นตัวช่วยในการขับถ่าย

4.มีการรับรองว่าพืชผักไร้ดินจะมีปริมาณแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์เท่ากับพืชผักที่ปลูกบนดินหรือสูงกว่าเล็กน้อย แต่พืชผักไร้ดินจะมีกลิ่นที่มาจากน้ำมันหอมระเหยและมีรสชาติน่าชวนชิมมากกว่าพืชผักที่ปลูกบนดิน

5.ผักไฮโดรโปนิกส์ที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นผักสลัดที่นำมารับประทานสด เช่น ผักกรีนคอส (Green Cos) เป็นผักที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง นอกจากจะใช้เป็นส่วนประกอบในสลัดแล้ว ยังนิยมนำไปผัดน้ำมันอีกด้วย, ผักกรีนโอ๊ค (Green Oak) หรือ ผักเรดโอ๊ค (Red Oak) เป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี โฟเลท และธาตุเหล็ก, ผักเรดคอรัล (Red Coral) เป็นผักที่อุดมไปด้วยใยอาหาร โฟเลท สารต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงเบต้าแคโรทีน, ผักบัตเตอร์เฮด (Butterhead) เป็นผักที่อุดมไปด้วยโฟเลทและสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ความปลอดภัยของผักไฮโดรโปนิกส์

ความปลอดภัยในการบริโภคผักไฮโดรโพนิกส์ เป็นสิ่งที่ถูกถามกันมามากคำถามหนึ่ง ด้วยความกังวลที่ว่าผักชนิดนี้ต้องแช่ในสารละลายธาตุอาหารที่เป็นสารเคมีอย่างหนึ่ง เมื่อบริโภคเข้าไปอาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดูดกินอาหารทางรากในรูปของแร่ธาตุที่อยู่ในรูปของอิออนหรือประจุเท่านั้น แม้ว่าเราจะปลูกพืชลงในดินแล้วทำการให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชจนกว่าจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดินจนกระทั้งกลายเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในลักษณะของเคมีธาตุอาหารพืช แล้วละลายอยู่ในน้ำในดิน จากนั้นพืชจึงดูดซึมไปใช้งานได้

สรุปแล้วก็คือ ไม่ว่าเราจะปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์หรือปลูกพืชในดิน พืชก็จะต้องดูดใช้อาหารในรูปของประจุของแร่ธาตุ ซึ่งก็เรียกว่าเป็น “เคมี” เช่นกัน โดยพืชจะนำเอาแร่ธาตุต่างๆ ไปใช้ในการสร้างสารประกอบอินทรีย์โมเลกุลใหญ่อื่นๆ ได้แก่ โปรตีน แป้ง ไขมัน หรือวิตามินต่างๆ ให้มนุษย์นำมาบริโภคอีกที ดังนั้น ถ้าคุณไม่กังวลว่าจะรับประทานผักที่ปลูกบนดินด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก คุณก็ไม่ควรที่จะกังวลกับการบริโภคผักที่ปลูกในสารละลายหรือผักไฮโดรโปนิกส์เช่นกัน

ส่วนเรื่องการสะสมของไนเตรทที่เป็นอนุมูลของไนโตรเจนนั้น ที่พืชต้องการนำไปใช้มากในช่วงการพัฒนาด้านลำต้น กิ่ง หรือใบ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกรูปแบบใดก็จะต้องพบว่ามีไนเตรทอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งถ้ามีไม่เกิน 2,500-3,000 มิลลิกรัมต่อหนึ่งกิโลกรัมน้ำหนักสดของผัก ก็ถือว่าเป็นผักที่ปลอดภัยครับ และในประเทศไทยเราเองก็มีแสงแดดค่อนข้างจัด พืชจึงมีการสังเคราะห์แสงค่อนข้างสูง ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลงไนเตรทในต้นพืชกลายเป็นกรดอะมิโนกลูตาเมทเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว ส่งผลให้มีปริมาณของไนเตรทลดลง อีกทั้งการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ก็สามารถลดไนเตรทก่อนการเก็บเกี่ยวได้ง่าย โดยการงดให้ธาตุอาหารหรือเลี้ยงพืชในอัตรา EC ต่ำกว่า 1.0 ประมาณ 1-3 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวพืชก็จะสามารถช่วยลดปริมาณของไนเตรทได้

คำแนะนำสำหรับบางท่านที่อาจมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสารตกค้างที่มีอยู่ในผักไฮโดรโปนิกส์ วิธีการรับประทานผักไฮโดรไปนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นผักที่หาซื้อมาจากตลาดหรือปลูกได้เองจากแปลง ก่อนนำมาบริโภคให้นำผักไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง ผักจะอิ่มตัว และคายสารที่ตกค้างออกมาทั้งหมด ทำให้สามารถนำมาบริโภคได้อย่างปลอดภัย

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/notes/338512253016811/

เปลี่ยนฐานความคิด ชีวิตจึงวิวัฒน์ โดย ผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน

ครั้งหนึ่งเมื่อมีคนถามองค์ดาไลลามะว่า อะไรเป็นเรื่องที่ท่านรู้สึกแปลกใจมากที่สุด เกี่ยวกับมนุษยชาติ ท่านตอบว่า

“มนุษย์เรานึ้ ยอมสูญเสียสุขภาพเพื่อทำให้ได้เงินมา แล้วต้องยอมสูญเสียเงินตรา เพื่อฟื้นฟูรักษาสุขภาพ แล้วก็เฝ้าเป็นกังวลกับอนาคต จนไม่มีความรื่นรมย์กับปัจจุบัน ผลที่เกิดขึ้นจริง ๆ ก็คือ เขาไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งอยู่กับอนาคต เขาดำเนินชีวิตเสมือนหนึ่งว่าเขาจะไม่มีวันตาย และแล้วเขาก็ตายอย่างไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง“

23496629241_a95768f1a0_o

ขยายความ :

มนุษย์เรามักจะปล่อยให้การดำเนินชีวิตไหลไปตามกระแสอย่างไม่ยั้งหยุดคิด ไม่เคยให้เวลากับตนเองที่จะใคร่ครวญทบทวนความเชื่อ คำพูด การกระทำ และความคิด จึงดำเนินชีวิตเสมือนถูกล่ามโซ่ตรวนตามกระแส โดยเฉพาะ…กระแสเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม ที่ทุ่มถมความฟุ่มเฟือยฟุ้งเฟ้อเกินพอดี เสพติดกับโลกเสมือนจริงภายนอก เบียดบังพื้นที่และเวลาของการพัฒนาการมีสติ และปัญญา (โลกภายใน) เพื่อที่จะรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามกระแส (โลกภายนอก)

สัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ กระตุ้นให้มนุษย์ตระหนักรู้เป็นระยะ ๆ แต่เมื่อเหตุการณ์ผ่านไป มนุษย์ก็กลับไปดำเนินชีวิตภายใต้กรอบความคิดความเชื่อเดิม ๆ ที่ถูกครอบอยู่ น้ำท่วมที หนาวจัดที พายุถล่มที ก็จะมีผู้บริจาคช่วยเหลือเป็นคราว ๆ ไป

ผู้ไม่มีอันจะกินก็ก้มหน้าก้มตา ดิ้นรนกระเสือกกระสนเข้าตัวเมืองเพื่อหางานทำ ผู้มีอันจะกิน เศรษฐี มหาเศรษฐี และอภิมหาเศรษฐี ยังคงดำรงชีวิตอย่างฟุ่มเฟือย นั่งรถหรู คันใหญ่ ราคาแพงเกินความจำเป็น บริษัทยักษ์ใหญ่ ยังคงดำเนินธุรกิจแบบยักษ์ คือกิน (ทรัพยากรธรรมชาติ) เยอะ ถ่ายของเสีย (สร้างมลภาวะ) เยอะ

ประเทศที่พัฒนาแล้ว (ตามความหมายเดิม-Developed Countries) จึงเป็นประเทศที่สร้างมลภาวะมากที่สุด แต่มีจิตสำนึกที่ยังด้อยการพัฒนา (Less Developed Consciousness) เราคงต้องให้ความหมายใหม่กับคำว่าประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเพิ่มเกณท์ใหม่คือ ประชากรโดยรวมมีจิตสำนึกที่พัฒนาแล้ว (Developed Consciousness) ผนวกเข้าไปกับเกณท์เดิม เพราะไม่เช่นนั้น ยิ่งมีประเทศที่พัฒนาแล้วเพิ่มมากขึ้น โลกก็จะยิ่งเผชิญกับหายนะเร็วขึ้น เพราะประเทศที่เจริญแล้ว (มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตว์และเทคโนโลยี) มีความเชื่อและมีความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะธรรมชาติด้วยความรู้และความก้าวหน้าทาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น

ในขณะที่ประเทศที่มีการพัฒนาทางจิตสำนึก/จิตวิญญาณ เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติอย่างมีสติ และเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างมีปัญญา

ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่เปลี่ยนฐานความคิดหรือมีจิตสำนึกใหม่… มนุษย์ก็จะยังคงดำเนินชีวิตเสมือนหนึ่งว่าเขาจะไม่มีวันตาย และตายอย่างไม่เคยมีชีวิตอยู่จริง ดังที่องค์ดาไลลามะกล่าวไว้ มนุษย์จะต้องเปลี่ยนฐานความคิด ด้วยการเรียนรู้ที่จะก้าวข้ามความเป็น “ตัวกู ของกู” สู่ การเป็นส่วนรวมที่ใหม่และใหญ่กว่า สู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่งที่ไหลเลื่อนเคลื่อนไปไม่สิ้นสุด

มนุษย์จะต้องตระหนักรู้และรู้เท่าทันระบบคิดของเศรษฐกิจเสรีทุนนิยม ที่หล่อเลี้ยงความเป็น “ตัวกู ของกู” ขยายอาณาจักร “ตัวกู ของกู” ให้ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ภายใต้กรอบความคิดแบบนี้ การแข่งขันเพื่อให้ได้ชัยชนะ อยู่เหนือผู้อื่น จึงเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าการอยู่ร่วมกัน การช่วงชิงโอกาสจึงสำคัญกว่าการให้และการแบ่งปันโอกาส ถ้าทุกคนคิดและทำในทำนองเดียวกันทั้งหมด อะไรจะเกิดขึ้นบนโลกที่จำกัดใบนี้

ข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements-FTA) ที่ยัดเยียดให้เกิดบนโลกใบเล็ก… ที่แต่ละประเทศไม่มีความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงไม่น่าจะเหมาะสมกับเวลาและสถานการณ์

ข้อตกลงความเมตตาเสรี (Free Compassion Agreements-FCA) ทำไมไม่สนับสนุนให้เกิดมีบนโลกใบนี้ เพราะมันถูกกาละเทศะ ท่ามกลางความไม่เท่าเทียมในทุก ๆ ด้านของแต่ละประเทศ

เรามีหลักของการบริหารจัดการที่ดี เรามีมาตรฐานต่าง ๆ มากมาย แต่ทำไมไม่มีหลักของความเอื้ออาทร หลักของการแบ่งปัน มาตรฐานของความเมตตากรุณา…ที่ช่วยให้เราก้าวพ้นความคับแคบของ “ตัวกู ของกู”

ในการประชุมสภาศาสนาโลกเมื่อปี คศ.๑๙๙๓ ตัวแทนของกลุ่มศาสนาและกลุ่มความเชื่อต่าง ๆ กว่าสองร้อยคน ได้ร่วมลงนามในปฏิญญาแห่งศรัทธาร่วม มีใจความสำคัญว่า…

“เราขอเสนอมายังผู้อยู่อาศัยทั้งหมดบนโลกใบนี้ ได้โปรดพิจารณาว่า… แต่ละท่านไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ ถ้าจิตสำนึกของแต่ละท่านยังไม่เปลี่ยน เราจึงขอเรียกร้องให้ทุกท่านร่วมกันทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ทั้งในระดับจิตสำนึกส่วนบุคคลและจิตสำนึกสะสมร่วม เพื่อการตื่นรู้ของพลังทางจิตวิญญาณ ผ่านการสะท้อนคิด การทำสมาธิ การสวดภาวนา หรือการคิดเชิงบวก เพื่อให้เกิดการพลิกผันของหัวใจ ร่วมมือกัน เราสามารถเคลื่อนภูเขาได้ หากปราศจากความเต็มใจที่จะเสี่ยง และความพร้อมที่จะเสียสละ เราจะไม่สามารถสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานได้…”

ไอนสไตน์ ก็เคยให้แง่คิดที่น่าสนใจว่า…

“โลกที่เราสร้างขึ้นจากระดับความคิดของเรา ก่อให้เกิดปัญหาที่เราไม่สามารถจะแก้ไขได้ด้วยระดับความคิด (หรือจิตสำนึก) เดิมที่เราสร้างมันขึ้นมา…เราจำเป็นจะต้องมีการคิดที่ใหม่มากพอ หากมนุษย์ต้องการที่จะอยู่รอด”

ลองใคร่ครวญทบทวนอย่างลึกซึ้งดูว่า… เราอยากจะสร้างและอาศัยอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน ช่วงชิงกันอย่างเสรี หรือโลกที่เปี่ยมไปด้วยการแบ่งปัน สรรค์สร้างความรัก ความเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ให้แก่กัน

Tags: , ,

ขอบคุณบทความดีๆจาก  :  http://www.fernbox.com.