วัฒนธรรม

ชีวิตที่ผ่านมาของพันตรีรอย ฮัดสัน

ไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสได้พบและสนทนาอย่างออกรสกับแขกรับเชิญที่มีวัยมากถึง 97 ปีและยิ่งหากท่านผู้นั้นเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษที่อยู่เชียงใหม่มา 56 ปี เป็นผู้ที่ถือว่าเป็น Encyclopedia ของเมืองเชียงใหม่ก็ว่าได้ เพราะมีผลงานเขียนที่เป็นบทความทรงคุณค่ามากมาย ทั้งในด้านประวัติศาสตร์และบันทึกเหตุการณ์ในสมัยนั้นพันตรีรอย ฮัดสัน หรือที่เราเรียกตามคุณพยาบาลที่ดูแลว่าคุณ ‘ลุงรอย’ ต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มและภาษาไทยที่เสียงดังฟังชัด “จอดรถตรงนั้นได้เลยครับ จะนั่งข้างนอกหรือข้างในก็ได้” ถึงบทสนทนาต่อมาจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่คุณลุงก็แทรกภาษาไทยกำกับได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะเป็นเรื่องราวที่ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่คุณลุงรอยก็ยังมีความทรงจำที่แจ่มชัด และสนทนาได้อย่างไม่ติดขัด มีบทความบันทึกคำพูดของคุณลุงว่า… ‘เชียงใหม่เป็นสวรรค์แห่งสุดท้ายบนโลก’

“ผมก็จำไม่ได้ว่าพูดประโยคนี้ไว้ที่ไหน(หัวเราะ) แต่มันเป็นเรื่องจริงครับ ผมมาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อสงครามสงบแล้ว ญี่ปุ่นยอมยกธงขาว ผมคุมหน่วยทหารช่าง เราบินจากย่างกุ้งมาลงที่สนามบินดอนเมืองในปี 1945 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง, 72 ปีมาแล้ว ผมอยู่ที่นี่แค่ 5-6 เดือน ได้เห็นเมืองไทยแค่นิดหน่อย” แม้การมาครั้งแรกจะอยู่เมืองไทยเพียงช่วงสั้นๆ แต่ลุงรอยก็แวะเวียนกลับมาเสมอตลอดระยะเวลา 20 ปีหลังจากนั้น

“ผมอาสาทำงานในกองทัพหลังสงครามยุติ อยู่ในพม่า 5-6 ปี จากนั้นก็ใช้เวลา 20 ปีในฐานทัพที่มาเลย์ ฮ่องกง สิงคโปร์ เนปาล จากประเทศเหล่านี้ ผมขึ้นเครื่องบินมาเที่ยวเมืองไทยทุกครั้งที่ผมมีวันหยุด 2-3 สัปดาห์ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ผมมาเมืองไทยและลงใต้จนถึงชายแดนมาเลย์ จากนั้นผมก็มาอีก คราวนี้มา ‘เชียงใหม่’ น่าจะปี 1956-1957 ตอนนั้นเชียงใหม่ยังเป็นเมืองเล็กๆ เครื่องบินมาลงอาทิตย์ละ 2 ครั้ง รถไฟดีหน่อยมาวันละครั้ง ประชากรยังไม่เยอะ อากาศดี อาหารอร่อย ตอนนั้นมีฝรั่งอยู่ไม่เกิน 50 คนรวมกงสุลอังกฤษแล้ว ผมบอกโดโรธี ภรรยากงสุลว่าเกษียณแล้วผมอยากมาอยู่เชียงใหม่ เธอบอกว่าคุณต้องพบกับคุณไกรศรี (นิมมานเหมินท์) เพราะคุณไกรศรีเป็นคนสำคัญของที่นี่ ทุกคนที่ขึ้นมาเชียงใหม่ต้องพบกับคุณไกรศรี”

“ผมได้พบกับคุณไกรศรีในช่วงลาพัก พอลาออกจากกองทัพหลังจากทำมา 20 ปี ผมกลับอังกฤษและไปเรียนภาษาไทยขั้นพื้นฐาน 2 คอร์สที่ School of Oriental and African Studies (SOAS) ช่วงปลายปี ผมลงเรือที่ท่าเมืองโดเวอร์(สะกดให้ฟัง)ทางใต้ของอังกฤษ เรือลำนั้นพาผมมาถึงกรุงเทพในที่สุด มาเทียบท่าที่คลองเตย วันนั้นเป็นวันเกิดครบรอบ 40 ปีของผมพอดี ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นฤกษ์ที่ดีมาก จากนั้นผมก็อยู่เมืองไทยมาตลอด”

“แรกทีเดียว ผมถามคนอังกฤษคนหนึ่งว่ามีโรงเรียนไหนในกรุงเทพต้องการครูสอนภาษาอังกฤษบ้างไหม แล้วผมก็ได้งานที่โรงเรียนแถวฝั่งธนฯ แต่ผมพบว่าโรงเรียนนี้ไม่ได้หยุดเสาร์อาทิตย์ตามปกติ แต่หยุดพฤหัสฯอาทิตย์ผมถามครูใหญ่ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์หายไปไหน มันไม่เหมาะกับผม ผมเลยยื่นใบลาออก ผมสอนอยู่ได้หนึ่งเดือนนะ ครูใหญ่นิสัยดีมาก อ้อ …ผมลืมเล่าไป สิ่งแรกที่ผมทำหลังได้งานสอน คือ ผมไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แจ้งความจำนงว่าอยากอยู่เมืองไทยแบบเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร(Permanent Resident) เขาบอกให้ผมมาอีกทีวันรุ่งขึ้น หัวหน้าจะมาทำงาน รุ่งขึ้นผมก็ไปใหม่ เจออีก 4 คนที่ต้องการอยู่ยาวเหมือนผม เรายืนล้อมโต๊ะเขาเป็นรูปครึ่งวงกลม เขานั่งที่โต๊ะ ก้มหน้าลงอ่านเอกสารและเงยหน้ามองเรา ก้มอ่านแล้วก็เงยหน้ามอง ทีละคนทีละคน แล้วเราก็ได้ตามความประสงค์ทุกคน”

คุณลุงได้เอกสารหมายเลข 1 ใช่ไหมคะ!?

“เปล่าๆๆ เพราะเราขอใบต่างด้าว มีคนขอประมาณ 100 คนก่อนหน้านี้แล้ว ผมได้เอกสารใบต่างด้าวที่บางกอกน้อย ฝั่งธนฯ ใบต่างด้าวนี้ทำให้คุณไม่ต้องไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีก ใบต่างด้าวอนุญาตให้เราอยู่ได้ถาวร แต่ต้องไปต่ออายุทุก 5-10 ปีที่สถานีตำรวจ ผมก็ต้องไปลงทะเบียนที่สถานีตำรวจที่เชียงใหม่ ผมยังเก็บใบตัวจริงไว้เลยนะครับ ออกให้เมื่อปี 2502 ผมเป็นหมายเลข 1 ของฝั่งธนฯ ผมคิดว่าลูกชายผมเก็บเอกสารนี้ไว้ นอกจากใบต่างด้าวแล้ว ยังมีใบที่ถ้าหากออกนอกประเทศ ต้องประทับตราก่อนจะออก ตอนกลับเข้ามาจะได้เข้าง่ายๆผมมีเอกสารสองแบบ“

ฉันเอารูปถ่ายสมัยหนุ่มๆ ของคุณลุงรอยที่ได้จากเว็บไซด์หนึ่งขึ้นมาให้คุณลุงดูพลางชมว่าคุณลุงหล่อมาก

“รูปภาพสมัยผมเป็นทหาร นี่หมวกทหาร ขอบคุณครับ หล่อมาก (พูดไทยพลางหัวเราะ) น่าจะปี 1945 ไม่ใช่สิ 1948”

“พอได้เอกสาร ผมก็ตัดสินใจนั่งรถไฟขึ้นมาเชียงใหม่ ผมมาถึงในปี 1960 วันที่ 6 มกราคม เป็นวันสุดท้ายของงานฤดูหนาว ผมได้พบกับคุณไกรศรี ซึ่งเป็นนายแบงค์ใหญ่ ดูแลหลายสาขา คุณไกรศรีถามว่าผมทำอะไรอยู่ ผมบอกว่ายังไม่ได้ทำอะไร เขาถามว่าสอนภาษาอังกฤษให้เสมียนธนาคารได้ไหม…คุณไกรศรีหาบ้านให้ผมอยู่แถวช้างคลาน ให้สอนภาษา ในห้องเรียนอนุญาตให้คนนอกมาเรียนได้ ผมเจอภรรยาผมที่นี่เอง เธอมาเรียนกับเพื่อน ตอนนั้นภรรยาผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลที่ลำพูน”

“เราแต่งงานกัน ทำพิธีผูกข้อมือตามประเพณีเชียงใหม่ และรดน้ำสังข์ตามประเพณีไทย งานแต่งเชิญคน 50 คน เราเชิญทั้งกงสุลอังกฤษและนายอำเภอเชียงใหม่ พองานเลี้ยงฉลองเลิกปุ๊บ เราก็ได้เอกสารสองชุด ทะเบียนสมรสจากนายอำเภอ ฉบับหนึ่งของผม ฉบับหนึ่งของอาภรณ์ และได้เอกสารจากกงสุลอังกฤษอีกชุดหนึ่ง กงสุลบอกว่าจะออกให้ก็ต่อเมื่อเชิญมาร่วมงานเท่านั้น อาภรณ์สอนอนุบาลที่ลำพูนต่ออีกประมาณ 1-2 ปี เสาร์อาทิตย์ก็ขึ้นมาเชียงใหม่”

ชีวิตในเชียงใหม่เป็นอย่างไรบ้างคะ

“เราย้ายบ้านไปหลายที่ครับ ในช่วงนั้น คนอังกฤษสามารถซื้อที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยได้ 1 ไร่ ผมเลยซื้อที่ดิน 1 ไร่จากหมอฟันคนหนึ่ง สร้างบ้านไม้ เป็นบังกะโลสวยมากแต่ผมรู้ว่าที่ดินอาจจะถูกมหาวิทยาลัย (เชียงใหม่) เวนคืน  หนึ่งปีต่อมา เขาเวนคืนที่ดินเยอะมาก ทุกคนถูกขอร้องให้ยอมรับตามราคาที่ทางการเสนอ มี 2 คนไม่ยอม คนหนึ่งเป็นผู้จัดการเก่าของบริษัทป่าไม้อังกฤษ อีกคนคือผม  ผมซื้อที่ดินมา นี่ใบเสร็จ นี่คือสิ่งที่ผมจ่ายไป ในที่สุด อธิการบดีของมหาวิทยาลัย ดร. บุญสม มาร์ติน เป็นเพื่อนผมมาหาผมและถามว่าคุณไม่พอใจกับตัวเลขที่เราเสนอใช่ไหม ผมบอกใช่สิ ผมเอาใบเสร็จให้เขาดู เขามีสมุดโน้ตมาด้วย เขาบอกว่า อ้อ…คุณสร้างบังกะโลสวยดีนะ จดๆๆๆอ้อ…คุณมีบ่อน้ำด้วย จดๆๆๆ อ้อ…มีรั้วด้วย จดๆๆๆ พอเสร็จหมดเขาก็รวมตัวเลขมาเป็นยอดหนึ่ง ผมตอบตกลงตามตัวเลขนั้น ผมเลยได้ตามนั้น ตอนนี้ตรงนั้นกลายเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ไปแล้ว”

ครอบครัวฮัดสันเคยมีโรงเรียนอนุบาลชื่อโรงเรียนอนุบาลดรุณรักษ์ฮัดสัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนอนุบาลเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ถึงแม้ปัจจุบันจะปิดไปแล้วแต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำของคนเชียงใหม่

ครอบครัวฮัดสันเคยเปิดร้านขายหนังสือและให้บริการด้านท่องเที่ยวที่ถนนท่าแพ หนังสือ Hudson’s Guide To Chiang Mai and The North พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2508 เป็นหนังสือท่องเที่ยวเชียงใหม่เล่มเดียวในสมัยนั้น ปัจจุบันกลายเป็นหนังสือคลาสสิกไปแล้ว

“สมัยก่อน ‘สงกรานต์’ เป็นประเพณีที่สวยงาม คนเดินสาดน้ำกันตามถนนท่าแพ ไม่มีรถใหญ่ๆ เหมือนสมัยนี้ ครอบครัวอาภรณ์มีพื้นเพอยู่ที่ท่าแพ ครอบครัวของเราก็มีร้านที่ท่าแพ ‘Hudson Enterprises’ เป็นร้านแรกในท่าแพที่ติดเครื่องปรับอากาศ ใครๆ ก็ต้องมาที่ร้านเพราะผมขายแผนที่และหนังสือไกด์บุ๊คที่ผมเขียนเอง Hudson’s Guide To Chiang Mai and The North พิมพ์มาแล้ว 6 ครั้ง ครั้งละ 5-6,000 เล่ม ตอนนั้นขายดี เล่มละ 25 บาท ตอนนี้ไกด์บุ๊คขายเล่มละ 370 บาท”

“เวลาที่แขกมาเที่ยวเชียงใหม่ ที่นิยมพาไปกันคือดอยสุเทพ เพราะได้เห็นวิวสวยๆ ตอนผมมาใหม่ๆ ผมเคยเดิน 9 กิโลขึ้นไปที่วัด(พระธาตุดอยสุเทพ) เดินขึ้นไปที่หมู่บ้านชาวเขา เดินลงมาแล้วก็เดินขึ้นไปอีก ตอนลงมาที่ตีนดอยตรงอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย มีรถบัสกำลังจะออก ผมรีบตะโกนเรียกเขาถึงได้หยุดรับ (หัวเราะ)”

ช่วงที่วัยและสุขภาพของคุณลุงรอยยังแข็งแรง คนเชียงใหม่สมัยนั้นจะชินตากับภาพคุณลุงขับรถฟอร์ดคอร์ติน่าสีแดงไปไหนมาไหน ในวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี คุณลุงเคยไปร่วมงานวันทหารผ่านศึกที่สุสานฝรั่งเมืองเชียงใหม่ คุณลุงเล่าว่าในปีพ.ศ. 2441 รัชกาลที่ 5 พระราชทานที่ดินเพื่อสร้างสุสานฝรั่งแห่งนี้ โดยมีข้อแม้ว่าห้ามซื้อขายและต้องใช้สำหรับชาวต่างชาติเท่านั้น ในยามว่าง คุณลุงจะไปสังสรรค์พบปะเพื่อนฝูงที่ Chiengmai Gymkhana ซึ่งทุกวันนี้ คนที่ทำงานที่นั่นยังรู้จักชื่อคุณลุงรอยเป็นอย่างดี ถึงแม้คนที่เคยให้บริการคุณลุงจะไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้วก็ตาม ในห้องที่เข้าได้เฉพาะสมาชิก ยังมีรูปคุณลุงติดอยู่หลายรูป รวมถึงรูปหมู่ที่มีคุณเอริค ฮัดสัน ลูกชายของคุณลุงในวัยเด็กนั่งอยู่กับพื้นด้วย นอกจากนี้ คุณลุงรอยยังเคยเป็นแขกประจำของเดอะผับมาตั้งแต่ปีค.ศ.1970

“ร้านนี้อยู่มากี่ปีแล้วนะ (ทำท่านึก) 46 ปีมาแล้ว ในแผนที่เชียงใหม่สมัยนั้น ถนนเส้นนั้นมีร้านนี้อยู่ร้านเดียว ตอนนั้นถนนนิมมานฯไม่มีอะไรเลย มีร้านอยู่ร้านเดียว เป็นร้านยางบริดจสโตน ผมมีภาพถ่ายทางอากาศด้วยนะ”

จากวันแรกถึงวันนี้ เชียงใหม่เปลี่ยนไปอย่างไร เป็นคำถามที่เราอยากรู้ที่สุด

“ที่เปลี่ยนมากที่สุดคือการจราจร ตอนผมมาที่นี่ คนมีรถยนต์น้อยมาก ถ้าจากท่าแพไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟแล้วเจอรถยนต์อีก 3 คัน คนก็จะบ่นว่าวันนี้รถเยอะจัง แต่ก่อนคนถีบจักรยานกัน ไม่ก็นั่งสามล้อ นั่นแหละที่เปลี่ยนแปลงที่สุด หลายคนที่ผมรู้จักย้ายออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ หลายคนมาอยู่แถวนี้เพราะมีที่ทางสวยๆ ย้ายออกมาเพราะการจราจร และย้ายออกมาเพราะเสียงเครื่องบิน สมัยก่อนเครื่องบินมาอาทิตย์ ละ 2 เที่ยวครับ เดี๋ยวนี้วันละ 44 เที่ยว กรุงเทพ-เชียงใหม่ อะไรทำนองนั้น”

มาคุยถึงงานเขียนของคุณลุงบ้าง

“ที่ Bangkok Post ผมเป็นคนตั้งชื่อคอลัมน์ PostBag นะครับ ผมยังเก็บคลิปปิ้งใส่แฟ้มไว้(เปิดแฟ้มให้ดู) อย่างอันนี้ นี่เรื่อง Emil ของวิศวกรชาวเยอรมันที่สร้างอุโมงค์ลอดถ้ำขุนตาล”

ผลงานทรงคุณค่าที่เป็นทั้งบทความและจดหมาย ไม่ว่าจะเป็นแง่ประวัติศาสตร์หรือประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ตีพิมพ์ในสื่ออย่างเช่น Bangkok Post, Chiang Mai Newsletter(ที่ต่อมาคือ Chiang Mai Citylife) และ Guidelines Magazine (Chiang Mai) ถูกเก็บไว้ในแฟ้มอย่างดี ที่สำคัญ บทความ ‘How to spell Chiang Mai’ เป็นบทความที่รวบรวมการสะกดชื่อ ‘เชียงใหม่’ ด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษถึง 50 กว่าชื่อ ต่อมามีการรวบรวมเพิ่มเติมได้มากกว่า 100 ชื่อ เป็นบทความชิ้นเอกที่ได้รับการอ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน

“มันเป็นงานอดิเรกของผมครับ ผมอ่านหนังสือเยอะมาก และพบว่าการสะกดชื่อคำว่า ‘เชียงใหม่’ แม้ตั้งแต่ยังเป็นเมืองเล็กๆ นั้นสะกดได้หลายอย่างในหนังสือหลายเล่ม พออ่านเจอในหนังสือหรือบทความที่ไหน ผมเลยจดชื่อหนังสือ บทความและปีเอาไว้แต่ผมไม่ได้เป็นนักวิชาการ เลยไม่ได้ใส่รายละเอียดไว้ด้วย”

“มีปีหนึ่งที่ผมเขียนไว้ ผมคิดว่าน่าจะปี 1530 หรือ 1540 นี่แหละ เป็นปีที่คนอังกฤษคนแรกเดินทางมาถึงเชียงใหม่ 450 ปีมาแล้ว ราล์ฟ ฟิทช์ (Ralph Fitch)
ใช่แล้ว ผมดีใจที่คุณทักขึ้นมา เพราะผมลืมชื่อเขาไปแล้ว เขาเป็นคนแรกที่เดินทางมาจนถึงเชียงใหม่ เรื่องนี้มีการบันทึกไว้เป็นอย่างดี เพราะเขาออกจากอังกฤษเป็นกลุ่มกัน 5 คน ไปถึงตะวันออกกลาง แวะที่เมืองๆ หนึ่งในตะวันออกกลาง จากนั้นไปที่อ่าว ถูกพวกโปรตุเกสจับไปอยู่เมืองในอินเดีย ต้องจ่ายค่าประกันตัว แล้วพากันหลบหนีออกมาได้ 4 คน มีหนึ่งคนที่ยังอยู่ในเมือง คนนี้เป็นช่างสี เมืองนั้นมีโบสถ์เยอะ พวกนั้นต้องการทาสีโบสถ์ ช่างสีก็เลยอยู่ต่อ อีก 4 คนหนีออกมาที่เมืองหนึ่งในอินเดีย น่าจะเมืองเพตตี้ฟอร์ทหรืออะไรนี่แหละ พอพบกับเจ้าเมืองก็มอบจดหมายจากควีนอลิซาเบธให้ หนึ่งในสี่คนนั้นเป็นช่างเพชรพลอย เขาเลยอยู่ต่อเพื่อช่วยงานด้านเพชรพลอยให้เจ้าเมืองอินเดีย อีกคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มกลับไปอังกฤษ แล้วก็ไม่มีใครได้ข่าวเขาอีก”

“ราล์ฟเดินทางต่อในอินเดียไปจนถึงพม่า ตามลำน้ำอิรวดีจนถึงเชียงใหม่ เขาสะกดชื่อเชียงใหม่ตลกอยู่สักหน่อย แต่เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละ เขาเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดิม แต่คงจะปลอมตัว ที่สุดก็กลับมาถึงอังกฤษ แน่ล่ะ ทุกคนที่อังกฤษนึกว่าเขาตายไปแล้ว  มีคนขอให้เขาเขียนเรื่องการเดินทางของเขา เพราะมีบริษัทใหญ่ต้องการจะเริ่มงานที่นั่น จึงต้องการข้อมูลจากเขาให้มากที่สุด แต่เขาเขียนออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ พวกนั้นไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก หลังจากนั้น บริษัทใหญ่ของอังกฤษก็เดินทางไปอินเดีย”

ชีวิตในปัจจุบัน คุณลุงพำนักอยู่ที่บ้านในอำเภอแม่ริม ในตอนเย็นแดดร่มลมตกคุณลุงมักออกมานั่งเล่นหน้าบ้าน คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะทักทายและยกมือไหว้อย่างคุ้นเคย และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะย่นย่อเรื่องราวชีวิตอันน่าทึ่งและยาวนาน 97 ปีลงในระยะเวลาสั้นๆ ของการสนทนาครั้งนี้ คุณลุงรอยมีบุคลิกเป็นกันเอง มีไหวพริบแพรวพราวและอารมณ์ขันที่แฝงไว้ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษเต็มเปี่ยม ความผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความเป็นเชียงใหม่กับความเป็นอังกฤษสร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้แก่ผู้ที่ได้พบเจอเสมอ มีอะไรอีกมากมายที่ฉันอยากรู้อยากถาม ด้วยว่าประสบการณ์และแนวความคิดอันคมคายของคุณลุงล้วนน่าตื่นตาตื่นใจทั้งสิ้น เมื่อเวลางวดเข้ามา และคุณลุงเริ่มเหนื่อยล้าจากการที่ต้องพูดเป็นเวลานานติดต่อกัน ฉันก็รู้ว่าได้เวลาที่จะต้องกราบลาคุณลุงเสียที

สำหรับคนที่สนใจ ยังมีบทความของคุณลุงรอยอีกมากมายที่น่าจะเป็นประโยชน์ ฉันจึงขอเลือกตัวอย่างเพียงเล็กน้อยจากเว็บไซด์มาให้อ่านกัน

เรื่องแรกเป็นเรื่องการรบที่สะพานข้ามแม่น้ำสะโตงในพม่าช่วงสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ในปีค.ศ. 1942 ซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดทางการทหารสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับกองทัพอังกฤษ เป็นเหตุการณ์ที่มีการศึกษาและวิเคราะห์ในแง่ประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวาง คุณลุงรอยร่วมรบในเหตุการณ์นั้นด้วย “ผมโชคดีที่รอดมาได้” เรื่องราวจะเฉียดฉิวเพียงใด อ่านได้ที่นี่ค่ะ…http://www.miwsr.com/2010/20100706.asp

เรื่องที่สองนี้เคยตีพิมพ์ใน Bangkok Post และเคยลงในนิตยสาร Guidelines ชื่อเรื่อง The General is not Amused เล่าสั้นๆ ก็คือ หลังจากที่สงครามโลกครั้ง ที่ 2 ยุติลงใหม่ๆ คุณลุงรอยคุมหน่วยทหารของอังกฤษเข้ามาที่กรุงเทพฯ และพักอยู่ตรงข้ามกับวังสวนผักกาด ซึ่งท่านเจ้าของวังคือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต และหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ตอนนั้นในเมืองแทบไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องจุดตะเกียงกัน เย็นวันหนึ่งที่วังจัดงานรำวง แน่นอนว่ากองทหารอังกฤษที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่างแอบมองความเป็นไปอย่างสนใจยิ่ง พองานเริ่มจึงมีทหารซึ่งเป็นลูกน้องของคุณลุงรอย 5-6 คนข้ามฟากไปเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และคงจะดีมากถึงขั้นตอนลากลับ ลูกน้องของคุณลุงคนหนึ่งให้ทิปหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์เป็นแบงค์สิบรูปีหนึ่งใบ! เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เชิญคลิกอ่านต่อได้ค่ะ…  http://www.arrse.co.uk/community/threads/the-general-is-not-amused.82569/

ขอขอบคุณ คุณอแมนด้า ฮัดสัน บุตรสาวของพันตรีรอย ฮัดสันในความกรุณาและอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

อ้างอิง

To Thailand with Love, A Travel Guide for the Connoisseue, Edited & with contributions by Nabanita Dutt, 2013, Page 89
http://thailandjingjing.blogspot.com/2010/03/chiang-mai-colonial-history-in-colony.html Chiang Mai — Colonial History in a Colony That Never Was (The Story about Gymkhana Club.)
http://www.chiangmai-chiangrai.com/how_to_spell_chiangmai.html
http://www.chiangmaicitylife.com/citylife-archive/major-roy-hudson-50-years-in-chiang-mai/
http://www.miwsr.com/2010/20100706.asp
http://www.arrse.co.uk/community/threads/the-general-is-not-amused.82569/

เรื่อง :  กิติพร นิมิตรบรรณสาร  ภาพ:  กรินทร์ มงคลพันธ์

คัดลอก และ ขอบคุณบทความดี ๆ จาก  :  http://www.compasscm.com/view/1132

Advertisements

คล้ายภาพที่เลือนลาง ของชำวันวาน วันนี้ วันต่อไป @ chiangmai

ร้านขายของชำ

        บ่ายแก่ ๆ บนถนนเจริญราษฎร์ ตั้งแต่ช่วงแยกสะพานนวรัฐ ไล่ยาวมาจนถึงแยกสะพานนครพิงค์ ภาพผู้คนและรถราสัญจรผ่านไปผ่านมา รวมทั้งร้านค้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ แกลเลอรี ที่พักอาศัย อาคารบ้านเรือน ชุมชน ที่ผสมผสานกันระหว่างสถาปัตยกรรมจีนและพื้นถิ่นล้านนามีอายุมากกว่า 100 ปี รวมทั้งอาคารสถาปัตยกรรมร่วมสมัยที่ผ่านการบูรณาการแต่ยังคงรักษาไว้ซึ่งความเป็นดั้งเดิม กลางวัน กลางคืน สลับสับเปลี่ยนบทบาท ที่ดูมีชีวิตชีวา ประหนึ่งว่าถนนสายนี้คือเส้นเลือดใหญ่ ที่หล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนในชุมชน รวมทั้งนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางสัญจรผ่านมาหรือที่พำนักอาศัยในเมืองเชียงใหม่ เหล่านี้อาจดูเป็นภาพที่คุ้นตาสำหรับคนเชียงใหม่และคนในพื้นที่

ร้านขายของชำเชียงใหม่
ลักษณะของหลังคาที่ทรุดโทรมไปตามเวลาที่ผันผ่าน แต่ยังพอจินตนาการได้ถึงความสวยงามในอดีต


ถนนสายเล็กๆเพียงสองเลน แต่ตลอดทางคือชุมชนเก่า


มีการดัดแปลงอาคารเป็นแกลเลอรี่ ร้านค้า ร้านอาหารและร้านกาแฟ แต่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของโครงสร้างไว้

วันนี้ Review Chiangmai มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์ร้านขายของกิน ของใช้ หรือ ร้านขายของชำในชุมชมย่านวัดเกตการาม เสียงกระดิ่ง นิ๊งหน่อง อาจเป็นเสียงคุ้นหูเมื่อเราเดินผ่านประตูเข้าร้านสะดวกซื้อ ยุคสมัยที่ผันเปลี่ยน หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นในย่านนี้ ย่อมมี คงอยู่ เปลี่ยนแปลง หายไปและถูกลืมในที่สุด กลายๆว่าเป็นสิ่งธรรมดา ที่คล้ายกับภาพคุ้นตาหรืออย่างไร ?


ประตูหน้าร้านขายของชำที่มองเห็นยังคงเป็นประตูไม้บานเฟี้ยมที่เต็มไปด้วยร่อยรอยของกาลเวลา


บรรยากาศภายในร้านมีของหลากหลายประเภท แม้กระทั่งเหล้าตองหรือเหล้าก๊ง

พี่เกษรและคู่ชีวิต พยุงลูกน้อยวัยเจ็ดเดือน เพื่อหวังมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ ร้านขายของชำ 2 ชั้น 3 คูหา ตัวบ้านบอกอายุว่าผ่านมาหลายสิบหลายร้อยปี ตกทอดกันมาสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน สินค้าในร้านเป็นพวกของใช้ต่าง ๆ ทั้งอาหารแห้ง จำหน่ายแก่ผู้คนในชุมชนย่านนี้มาจนถึงปัจจุบัน


บรรยากาศจากหน้าร้าน เหมือนได้เห็นวัฒนธรรม 2 ยุคไปพร้อม ๆ กัน


สินค้าอุปโภคส่วนใหญ่ และบุหรี่หลายยี่ห้อจะถูกเก็บไว้ในตู้ เวลาจะเอาก็ให้พี่เกษรหยิบให้


ไม้กวาดดอกหญ้า และไม้กวาดทางมะพร้าวก็มีขาย

เริ่มต้นพี่เกษร ขายของชำหรือว่าทำอย่างอื่นมาก่อน ?

“ตอนพ.ศ. 2534 เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน พี่กับแฟนมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ และโชคดีได้เจอคนใจดีคือเจ้าของบ้านหลังนี้  เขาให้เช่าบ้านนี้ในราคาที่ถูกมาก คล้ายๆว่าให้พี่ช่วยดูแลบ้านไปด้วย เดิมบ้านหลังนี้เป็นร้านขายยาที่สืบทอดกันมา เจ้าของเขาเลิกกิจการย้ายไปอยู่ที่อื่น พี่ก็เลยเปิดร้านขายของชำ ก็ขายให้คนในชุมชนนี้ล่ะ”


ลูกค้าหลัก ๆ คือคนในชุมชน


ข้าวของเครื่องใช้ภายในร้านส่วนใหญ่ยังเป็นไม้ แม้แต่พื้นก็ปูด้วยไม้

ตั้งแต่เริ่มต้นมาจนถึงปัจจุบัน มีปัญหาหรือสถานการณ์ใดบ้างที่อาจทำให้รู้สึกท้อหรือเดินหน้าต่อไปไม่ไหว 

“เมื่อก่อนที่พี่มาอยู่ในย่านนี้ จะมีร้านของชำอยู่ 3 ร้าน รวมร้านพี่ด้วย แต่สองร้านนั้นเขาย้ายไปกันหมด ตอนนี้แถวนี้ก็เหลือพี่อยู่ร้านเดียว ส่วนปัญหาที่เจอก็มีบ้าง ก่อนหน้านี้มีร้านสะดวกซื้อ 24 ชม. ตั้งอยู่ในย่านเดียวกัน ห่างกันแค่ 300 เมตร ในด้านการขาย เราสู้เขาไม่ได้หรอก ใจมันก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ นะ เขาเปิด 24 ชม. ส่วนเราเปิดตั้งแต่ 9 โมง สามสี่ทุ่มก็ปิดแล้ว แต่จะให้เราทำอะไรได้ ก็ดำเนินกิจการของเราต่อไป เราทำกันเองสองสามี – ภรรยา ไม่มีลูกจ้าง เลยรู้สึกว่าไม่เดือดร้อนมากนัก รายได้ก็พอมี พอกิน เลี้ยงลูกสองคน”

แล้วกลุ่มลูกค้าส่วนมากมาจากไหน ?

“กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นคนในย่านนี้แหละ รวมถึงนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ผ่านไปมา ส่วนมากเขาชอบนะ เขาบอกว่ามันคลาสสิก อย่างช่วงนี้อากาศร้อน พวกเครื่องดื่มจะขายดีเป็นพิเศษ”


ร้านขายของชำเก่าแก่หลาย ๆ ร้าน มักนิยมมัดถุงขนมด้วยเชือกฟางแล้วห้อยไว้แบบนี้


ขนมคบเคี้ยวเหล่านี้เด็ก ๆ ชอบกินเป็นที่สุด รวมถึงคนที่มาดื่มเหล้าก๊ง มักจะซื้อเป็นกับแกล้ม

ประเภทของที่ขายในร้าน ?

“ตามที่เห็นเลย หลัก ๆ จะเป็นของใช้ในครัวเรือน สบู่ ยาสีฟัน  ข้าวสาร อาหารแห้ง มาม่า ปลากระป๋อง ของส่วนมากพี่ไม่ได้เก็บตุนสินค้านะ คือคอยเช็ควันหมดอายุ เราขายออกไม่ทัน เลยลงของทีละไม่มาก หมดแล้วค่อยเติม”


ของใช้เป็นซองพกพาแบบนี้ มีทั้งแชมพู ผงซักฟอก และน้ำยาปรับผ้านุ่ม ส่วนใหญ่ซองละไม่เกิน 5 บาท

แน่นอนว่าวันนี้หรือวันหน้าย่อมต้องมีการแข่งขันเกิดขึ้น พี่เตรียมแผนการรับมืออะไรไว้บ้าง ? จะยังคงรักษากิจการนี้ไว้หรือไม่ ?

“พี่ก็ไม่รู้นะ แต่ก็จะทำมันให้เต็มที่นั่นล่ะ ทำมันต่อไปนะ ทำจนรู้สึกว่าไม่ไหวจริง ๆ พี่อยู่กับมันมายี่สิบกว่าปีแล้ว จะให้ไปทำอย่างอื่นก็ไม่ถนัด ทั้งประสบการณ์ ความสามารถและความรู้ก็น้อย ตอนนี้พี่ก็พยุงร้านไป โชคดีที่ค่าเช่าไม่แพง ส่วนกำไรก็ไม่มากหรอก น้ำดื่มขวดหนึ่งกำไรบาทสองบาท แต่ก็พออยู่ได้ ตอนนี้ลูกคนโตทำงานแล้ว ส่วนคนเล็กเรียนอยู่ ม.5 พี่ก็ไม่รู้ว่าอนาคตเขาอยากจะสืบทอดกิจการนี้หรือเปล่า ก็แล้วแต่เขา ว่าอยากจะทำอะไร ส่วนวันข้างหน้า หากว่ามีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น พี่ก็จะค่อย ๆ ปรับวิธีการเอา เช่นประเภทพวกสินค้าหรือบรรยากาศในร้าน ส่วนตัวอาคารนั้นพี่ก็ยังคงรักษาไว้แบบเดิม”


ถ้าขับมอเตอร์ไซค์มา ก็จอดชิดริมทางหน้าร้านนั้นเอง ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าจะรีบมารีบไป

        หลายสิ่ง หลายอย่าง คงอยู่ เกิดขึ้น หายไป เวียนมา ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ภาพในย่านชุมชนตึกเก่าแห่งนี้ ซึ่งดูเป็นภาพที่คุ้นตา คล้ายภาพยนตร์ที่ฉายซ้ำ ๆ แต่ชีวิตจริง ในหลาย ๆ อย่าง เราไม่สามารถที่จะกรอกลับไปได้ จึงต้องเดินต่อไปข้างหน้า และไม่ว่าสภาพสังคม การแข่งขันทางการค้า การพัฒนา เติบโตของโลกจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด แต่หัวใจดวงนี้ยังคงอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ที่ ๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความรัก การเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันของคนในชุมชนย่านวัดเกตการาม จากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน ภาพที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เราจะจดจำหรือลืมมันไปนั้นอยู่ที่ตัวเรา ส่วนภาพที่ยังคงมีอยู่ เราจะรักษามันไว้ดูกันนาน ๆ หรือไม่ ก็ล้วนอยู่ที่ตัวเราเองเช่นกัน


บรรยากาศยามค่ำคืน ที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนละแวกนั้น

ในส่วนตัวผม ร้านของชำมักทำให้นึกถึงภาพวัยเด็ก ภาพเด็กชายตัวเล็กถือเงินบาทสองบาทวิ่งเข้าไปซื้อขนม ลูกอม ของเล่น และอื่น ๆ มากมายหลายอย่างภายในร้าน ที่เหมือนร้านสะดวกซื้อในยุคนั้น ร้านขายของชำที่ยังคงหลงเหลือในปัจจุบัน ก็ต้องปรับกลยุทธ์ ปรับตัวสินค้าไปตามความต้องการของผู้บริโภค ถึงแม้ว่าจะไม่สะดวกสบาย ไม่เพียบพร้อมเท่ากับร้านสะดวกซื้อสมัยใหม่ก็ตาม แม้ว่าปัจจุบันหลายร้านจะเลือนหายเลิกกิจการไป ที่ยังคงมีอยู่ก็จะเห็น คนสูงวัย อาอึ้ม อาม่า อาเจ๊ก ดูแลกิจการ ส่วนลูกหลานก็เลือกไปทำอย่างอื่น สิ่งเหล่านี้คล้ายว่าได้เคยอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนาน แล้วความทรงจำล่ะ จะเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลาไหม ?


สีสันยามค่ำคืน หลายคนขับรถผ่านมาก็ผ่านไป ในขณะที่คนบางกลุ่มยังเลือกเดินเข้ามาที่นี่ ร้านขายของชำ ร้านเดิมในวัยเยาว์

เรื่องและรูปโดย Pornthep Chitphong

ขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก  :  http://www.reviewchiangmai.com/3793