สุขภาพ

ผักไฮโดรโปรนิกส์ และคุณประโยชน์

Hydroponics for Health เคล็ดลับสุขภาพดีจากผักไฮโดรโปนิกส์ (Slim up)  

ผักเรดโอ๊ค (RED OAK) เป็นผักตระกูลสลัด ใบมีสีแดงเข้มและเขียวเข้มแล้วแต่สายพันธุ์ มีกากใยอาหารมาก ช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดพวกไขมันและอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในลำไส้ได้
ผักสลัดคอส (Cos) ผักชนิดนี้มีรสชาติหวานกรอบ ทำอาหารได้หลากหลาย สามารถใช้แทนคะน้า และกวางตุ้งในการประกอบอาหารได้ สลัดคอสเป็นผักที่มีวิตามินสูงและมีธาตุเหล็กช่วยเพิ่มจำนวน Hemoglobin (เม็ดเลือดแดง) ในร่างกาย ช่วยแก้โรคโลหิตจางได้ นอกจากนั้นในผักสลัดคอสยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพียง 3% เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายดีอีกด้วย        การดูแลสุขภาพในปัจจุบันนี้ นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นกว่าในยุคก่อน เพราะโรคภัยที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรคที่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นได้ง่าย แถมยังมีเชื้อโรคใหม่เกิดขึ้นได้ทุกวัน ยิ่งถ้าขาดการป้องกันที่ดี หรือขาดการดูแลเอาใจใส่สุขภาพร่างกายของตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้เชื้อโรคต่าง ๆ เข้ามาทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องดูแล และมีโรคภัยไข้เจ็บในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นทุกวัน อาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อการดูแลสุขภาพร่างกายของคนในยุคปัจจุบันมากที่สุด โดยเฉพาะเมนูเพื่อสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกส่วนผสมของอาหารที่ทำมาจากธรรมชาติ หรือจากผักหรือผลไม้สด ๆ ไร้สารพิษ และส่วนมากจะนิยมปลูกพืชในน้ำที่มีสารละลายธาตุอาหารทดแทนการปลูกพืชในดิน ที่เราใช้ในการปลูกพืชทางการเกษตรทั่ว ๆ ไป ซึ่งเราสามารถเรียกวิธีการปลูกพืชแบบนี้ว่า “วิธีการปลูกพืชแบบไร้ดินหรือไฮโดรโปนิกส์”

ส่วนใหญ่แล้วพืชที่ใช้วิธีการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ จะเป็นพืชที่ใช้ในการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผักกาดแก้ว ผักเรดครอรัล (RED CORAL) ซึ่งคล้ายผักเรดโอ๊ค รสชาติหวานกรอบกว่าเรดโอ๊ค มีกากใยอาหารมาก โดยกากใยพวกนี้จะช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดพวกไขมันและอนุมูลอิสระที่เกาะตามผนังลำไส้ อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ได้ ส่วนใหญ่นิยมทานสด ทำเป็นผักสลัด เป็นเครื่องเคียงในเมนูประเภทยำ หรือเป็นผักประเภททานคู่กับแหนมเนืองจะอร่อยมาก รสชาติคล้ายผักกาดหอมแต่จะหวานกว่า

สีสันของผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ การกินผักผลไม้หลากสีที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์นั้น มีข้อดีต่อสุขภาพเช่นกัน เพราะสีสันแต่ละสีในพืชผักเหล่านี้ มีความยาวคลื่น และความถี่ของคลื่นแสงสีเฉพาะตัว ซึ่งไม่เพียงแค่มีผลต่อการรับรู้ทางสายตาเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อร่างกายของเราอีกด้วย เพราะสีสันเหล่านี้จะบ่งบอกถึงคุณค่าทางโภชนาการ และประโยชน์ที่แฝงอยู่

ตัวอย่างเช่น สีส้มของส้มช่วยขับสารพิษ สีแดงของมะเขือเทศช่วยเพิ่มพลัง ส่วนสีเหลืองของข้าวโพดช่วยทำให้อารมณ์ดี

นอกจากการเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว การกินด้วยปริมาณที่เหมาสมและครบถ้วน ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้กัน ถ้าหากคุณรู้จักเลือก และจัดระบบให้กับการดูแลร่างกายของตัวเองได้เป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคชนิดไหน ๆ หรือคุณจะต้องมีเรื่องให้ปวดหัวมากสักเท่าไร คุณก็จะสามารถจัดการกับปัญหาและผ่านพันอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง

เรามาดูกันว่าผักไฮโดรโปรนิกส์ ที่นิยมใช้รับประทานกันปัจจุบันมีอะไรบ้าง และมีประโยชน์กับร่างกายเราอย่างไร

1.กรีนโอ๊ค  คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

2.เรดโอ๊ค คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

3.กรีนคอส คุณค่าทางโภชนาการ:  ป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง

4.บัตเตอร์เฮด คุณค่าทางโภชนาการ: บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงผิว และช่วยลดคอเรสเตอรอล

5.เรดปัตตาเวีย คุณค่าทางโภชนาการ:  บำรุงสายตา ใยอาหารสูง

6.ฟิลเล ไอซ์เบิร์ก คุณค่าทางโภชนาการ: ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ป้องกันโรคหวัด เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

7.เรดคอรัล คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยสร้างเม็ดเลือด ให้เส้นใยอาหารสูง ป้องกันโรคปากนกกระจอก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง มีวิตามินซีสูง

ประโยชน์ของผักไฮโดรโปนิกส์
1.ผักไฮโดรโปนิกส์เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย

2.มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคสูง เนื่องจากการปลูกผักไร้ดินเป็นการนำสารละลายธาตุอาหารมาละลาย โดยใช้ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการพืช เช่นเดียวกับการปลูกพืชบนดิน แต่ต่างกันตรงที่ผักที่ปลูกในดินจะต้องอาศัยจุลินทรีย์มาเปลี่ยนเป็นอาหาร ทำให้บางครั้งหากในดินมีธาตุโลหะหนักที่เป็นพิษต่อผู้บริโภค จุลินทรีย์ก็จะเปลี่ยนให้พืชสามารถดูดธาตุที่เป็นพิษเข้าไปได้ ในขณะที่การปลูกพืชไร้ดิน จะสามารถควบคุมแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ ผู้บริโภคจึงได้รับประทานผักสดสะอาดที่มีความปลอดภัยสูง

3.ข้อดีของการบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์ คือ การคงคุณประโยชน์ที่โดดเด่นที่สุดของผักเอาไว้ได้อย่างเต็มที่ เช่น กากใยอาหาร ที่เป็นตัวช่วยในการล้างผนังลำไส้และเป็นตัวช่วยในการขับถ่าย

4.มีการรับรองว่าพืชผักไร้ดินจะมีปริมาณแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์เท่ากับพืชผักที่ปลูกบนดินหรือสูงกว่าเล็กน้อย แต่พืชผักไร้ดินจะมีกลิ่นที่มาจากน้ำมันหอมระเหยและมีรสชาติน่าชวนชิมมากกว่าพืชผักที่ปลูกบนดิน

5.ผักไฮโดรโปนิกส์ที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นผักสลัดที่นำมารับประทานสด เช่น ผักกรีนคอส (Green Cos) เป็นผักที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง นอกจากจะใช้เป็นส่วนประกอบในสลัดแล้ว ยังนิยมนำไปผัดน้ำมันอีกด้วย, ผักกรีนโอ๊ค (Green Oak) หรือ ผักเรดโอ๊ค (Red Oak) เป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี โฟเลท และธาตุเหล็ก, ผักเรดคอรัล (Red Coral) เป็นผักที่อุดมไปด้วยใยอาหาร โฟเลท สารต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงเบต้าแคโรทีน, ผักบัตเตอร์เฮด (Butterhead) เป็นผักที่อุดมไปด้วยโฟเลทและสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ความปลอดภัยของผักไฮโดรโปนิกส์

ความปลอดภัยในการบริโภคผักไฮโดรโพนิกส์ เป็นสิ่งที่ถูกถามกันมามากคำถามหนึ่ง ด้วยความกังวลที่ว่าผักชนิดนี้ต้องแช่ในสารละลายธาตุอาหารที่เป็นสารเคมีอย่างหนึ่ง เมื่อบริโภคเข้าไปอาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดูดกินอาหารทางรากในรูปของแร่ธาตุที่อยู่ในรูปของอิออนหรือประจุเท่านั้น แม้ว่าเราจะปลูกพืชลงในดินแล้วทำการให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชจนกว่าจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดินจนกระทั้งกลายเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในลักษณะของเคมีธาตุอาหารพืช แล้วละลายอยู่ในน้ำในดิน จากนั้นพืชจึงดูดซึมไปใช้งานได้

สรุปแล้วก็คือ ไม่ว่าเราจะปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์หรือปลูกพืชในดิน พืชก็จะต้องดูดใช้อาหารในรูปของประจุของแร่ธาตุ ซึ่งก็เรียกว่าเป็น “เคมี” เช่นกัน โดยพืชจะนำเอาแร่ธาตุต่างๆ ไปใช้ในการสร้างสารประกอบอินทรีย์โมเลกุลใหญ่อื่นๆ ได้แก่ โปรตีน แป้ง ไขมัน หรือวิตามินต่างๆ ให้มนุษย์นำมาบริโภคอีกที ดังนั้น ถ้าคุณไม่กังวลว่าจะรับประทานผักที่ปลูกบนดินด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก คุณก็ไม่ควรที่จะกังวลกับการบริโภคผักที่ปลูกในสารละลายหรือผักไฮโดรโปนิกส์เช่นกัน

ส่วนเรื่องการสะสมของไนเตรทที่เป็นอนุมูลของไนโตรเจนนั้น ที่พืชต้องการนำไปใช้มากในช่วงการพัฒนาด้านลำต้น กิ่ง หรือใบ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกรูปแบบใดก็จะต้องพบว่ามีไนเตรทอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งถ้ามีไม่เกิน 2,500-3,000 มิลลิกรัมต่อหนึ่งกิโลกรัมน้ำหนักสดของผัก ก็ถือว่าเป็นผักที่ปลอดภัยครับ และในประเทศไทยเราเองก็มีแสงแดดค่อนข้างจัด พืชจึงมีการสังเคราะห์แสงค่อนข้างสูง ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลงไนเตรทในต้นพืชกลายเป็นกรดอะมิโนกลูตาเมทเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว ส่งผลให้มีปริมาณของไนเตรทลดลง อีกทั้งการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ก็สามารถลดไนเตรทก่อนการเก็บเกี่ยวได้ง่าย โดยการงดให้ธาตุอาหารหรือเลี้ยงพืชในอัตรา EC ต่ำกว่า 1.0 ประมาณ 1-3 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวพืชก็จะสามารถช่วยลดปริมาณของไนเตรทได้

คำแนะนำสำหรับบางท่านที่อาจมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสารตกค้างที่มีอยู่ในผักไฮโดรโปนิกส์ วิธีการรับประทานผักไฮโดรไปนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นผักที่หาซื้อมาจากตลาดหรือปลูกได้เองจากแปลง ก่อนนำมาบริโภคให้นำผักไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง ผักจะอิ่มตัว และคายสารที่ตกค้างออกมาทั้งหมด ทำให้สามารถนำมาบริโภคได้อย่างปลอดภัย

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/notes/338512253016811/

ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ธัญพืชเพื่อสุขภาพ

ข้าวไรซ์เบอรี่

        ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสายพันธุ์ใหม่สีสันแปลกตา ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร มาลองดูกันสิว่า สรรพคุณและประโยชน์ ไรซ์เบอร์รีมีอะไรบ้าง

                ข้าวไรซ์เบอร์รี คงเป็นคำที่แปลกใหม่สำหรับหลาย ๆ คน ซึ่งตอนนี้กำลังกลายเป็นเทรนด์อาหารเพื่อคนรักสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ไรซ์เบอร์รีก็คือข้าวสายพันธุ์หนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย และวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับไรซ์เบอร์รีกันให้มากขึ้น มาดูกันสิว่า ข้าวสายพันธุ์นี้มีอะไรดีที่ทำให้เราไม่ควรพลาด

ข้าวไรซ์เบอร์รี อาหารดี ๆ เปี่ยมคุณค่า

           ข้าวไรซ์เบอร์รีเป็นข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยการผสมเลียนแบบธรรมชาติ ระหว่างข้าวสองพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าหอมนิล และข้าวขาวดอกมะลิ 105 หลังจากนั้นจึงคัดเลือกโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพจนได้พันธุ์ข้าวที่มีความบริสุทธิ์ จากการพัฒนาพันธุ์ข้าวพิเศษ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และได้ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดย รศ. ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ห้ามนำไปขยายพันธุ์เชิงการค้าต่อ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก วช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

        ข้าวไรซ์เบอร์รีเป็นข้าวเจ้าสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว และถ้าหากเป็นข้าวกล้องก็จะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ แถมยังมีรสชาติอมหวานกลมกล่อมชวนรับประทาน สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยอายุเก็บเกี่ยวของข้าวสายพันธุ์นี้จะอยู่ที่ประมาณ 130 วัน ซึ่งให้ผลผลิตปานกลาง สามารถต้านทานต่อโรคไหม้ แต่ไม่ต้านทานโรคหลาว ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุกรอบของการปลูก นอกจากนี้รำข้าวและน้ำมันรำข้าวจากไรซ์เบอร์รียังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ดี ซึ่งทางการแพทย์นิยมนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารโภชนบำบัดอีกด้วย

ข้าวไรซ์เบอรี่

คุณค่าทางโภชนาการของข้าวไรซ์เบอร์รี

 ค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง                   62
ปริมาณอะไมโลส (amylose)            15.6 %
 อุณหภูมิแป้งสุก                            < 70         องศาเซลเซียส
ธาตุเหล็ก                                   13-18        มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
ธาตุสังกะสี                                  31.9          มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
โอเมก้า 3                                   25.51       มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
วิตามิน อี                                    678           ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
โฟเลต                                       48.1          ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
เบต้า-แคโรทีน                             63             ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
โพลีฟีนอล                                   113.5         มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
แทนนิน                                       89.33        มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
 แกมมาโอไรซานอล                        462           ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม

ข้าวไรซ์เบอร์รี

ข้าวไรซ์เบอร์รี กับสรรพคุณและประโยชน์อันมหัศจรรย์

     ข้าวไรซ์เบอร์รี เป็นข้าวสายพันธุ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงร่างกาย และทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ลดการอักเสบที่ผิวหนัง ช่วยลดริ้วรอยและชะลอความแก่ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโรคสมองเสื่อมได้

      ข้าวไรซ์เบอร์รียังเป็นอาหารสุขภาพที่ดีต่อทุกเพศทุกวัย สามารถรับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพและทดแทนข้าวขาวหรือข้าวกล้องปกติได้ โดยหากผู้สูงวัยรับประทานก็จะช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยบำรุงสายตาและระบบประสาทต่าง ๆ

    ส่วนสตรีมีครรภ์หากรับประทานข้าวชนิดนี้ก็จะช่วยทำให้เด็กในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ช่วยควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดครรภ์เป็นพิษ และที่สำคัญยังมีธาตุเหล็กสูงเหมาะกับสตรีที่กำลังมีครรภ์ซึ่งต้องการแร่ธาตุชนิดนี้มากกว่าคนปกติค่ะ

    นอกจากนี้ข้าวไรซ์เบอร์รียังมีสรรพคุณช่วยควบคุมน้ำตาลและควบคุมน้ำหนักได้ เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วนอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หากรับประทานข้าวชนิดนี้เป็นประจำก็จะทำให้ได้ธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อระบบเลือด และช่วยบำรุงโลหิตและร่างกายให้แข็งแรง

        ข้าวไรซ์เบอร์รียังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย เพราะนอกจากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญต่อร่างกายแล้ว ข้าวชนิดนี้ยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วยค่ะ

ข้าวไรซ์เบอรี่

ข้าวไรซ์เบอร์รี หุงอย่างไรให้อร่อย

     ข้าวไรซ์เบอร์รีจัดเป็นข้าวกล้องชนิดหนึ่ง ดังนั้นหากต้องการหุงให้อร่อยก็ควรที่จะนำไปผสมกับข้าวหอมมะลิเพื่อให้ข้าวที่รับประทานเหนียวนุ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากต้องการหุงข้าวชนิดนี้เพียงอย่างเดียวก็ควรจะใช้สัดส่วนดังนี้ค่ะ ข้าว 1 ส่วน : น้ำ  1.5 ส่วน โดยหุงต้มประมาณ 35 นาทีแล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ก็จะได้รับประทานข้าวไรซ์เบอร์รีที่นุ่มและมีสีสันน่ารับประทานค่ะ

     ข้าวไรซ์เบอร์รีเป็นธัญพืชที่ดีต่อสุขภาพจริง ๆ นะคะ ต้องชื่นชมนักวิจัยของไทยเราที่สามารถนำข้อดีของข้าวทั้งสองพันธุ์มาผสมกันจนได้ข้าวพันธุ์ใหม่อย่างไรซ์เบอร์รี ทำให้เราสามารถรับประทานข้าวที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหารแบบนี้ ดังนั้นถ้าหากใครที่กำลังมองหาธัญพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงอยู่ละก็ อยากให้ลองข้าวไรซ์เบอร์รีดูนะคะ รับรองว่านอกจากคุณค่าอาหารที่ได้รับแล้ว ยังจะได้รับประทานข้าวที่อร่อยและเหนียวนุ่มอีกด้วยละค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
riceberry.net
thaihealth.or.th

http://health.kapook.com/view99263.html