เรื่องน่ารู้

ชีวิตที่ผ่านมาของพันตรีรอย ฮัดสัน

ไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสได้พบและสนทนาอย่างออกรสกับแขกรับเชิญที่มีวัยมากถึง 97 ปีและยิ่งหากท่านผู้นั้นเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษที่อยู่เชียงใหม่มา 56 ปี เป็นผู้ที่ถือว่าเป็น Encyclopedia ของเมืองเชียงใหม่ก็ว่าได้ เพราะมีผลงานเขียนที่เป็นบทความทรงคุณค่ามากมาย ทั้งในด้านประวัติศาสตร์และบันทึกเหตุการณ์ในสมัยนั้นพันตรีรอย ฮัดสัน หรือที่เราเรียกตามคุณพยาบาลที่ดูแลว่าคุณ ‘ลุงรอย’ ต้อนรับเราด้วยรอยยิ้มและภาษาไทยที่เสียงดังฟังชัด “จอดรถตรงนั้นได้เลยครับ จะนั่งข้างนอกหรือข้างในก็ได้” ถึงบทสนทนาต่อมาจะเป็นภาษาอังกฤษ แต่คุณลุงก็แทรกภาษาไทยกำกับได้อย่างน่าทึ่ง แม้จะเป็นเรื่องราวที่ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่คุณลุงรอยก็ยังมีความทรงจำที่แจ่มชัด และสนทนาได้อย่างไม่ติดขัด มีบทความบันทึกคำพูดของคุณลุงว่า… ‘เชียงใหม่เป็นสวรรค์แห่งสุดท้ายบนโลก’

“ผมก็จำไม่ได้ว่าพูดประโยคนี้ไว้ที่ไหน(หัวเราะ) แต่มันเป็นเรื่องจริงครับ ผมมาเมืองไทยครั้งแรกเมื่อสงครามสงบแล้ว ญี่ปุ่นยอมยกธงขาว ผมคุมหน่วยทหารช่าง เราบินจากย่างกุ้งมาลงที่สนามบินดอนเมืองในปี 1945 ปีสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง, 72 ปีมาแล้ว ผมอยู่ที่นี่แค่ 5-6 เดือน ได้เห็นเมืองไทยแค่นิดหน่อย” แม้การมาครั้งแรกจะอยู่เมืองไทยเพียงช่วงสั้นๆ แต่ลุงรอยก็แวะเวียนกลับมาเสมอตลอดระยะเวลา 20 ปีหลังจากนั้น

“ผมอาสาทำงานในกองทัพหลังสงครามยุติ อยู่ในพม่า 5-6 ปี จากนั้นก็ใช้เวลา 20 ปีในฐานทัพที่มาเลย์ ฮ่องกง สิงคโปร์ เนปาล จากประเทศเหล่านี้ ผมขึ้นเครื่องบินมาเที่ยวเมืองไทยทุกครั้งที่ผมมีวันหยุด 2-3 สัปดาห์ ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 ผมมาเมืองไทยและลงใต้จนถึงชายแดนมาเลย์ จากนั้นผมก็มาอีก คราวนี้มา ‘เชียงใหม่’ น่าจะปี 1956-1957 ตอนนั้นเชียงใหม่ยังเป็นเมืองเล็กๆ เครื่องบินมาลงอาทิตย์ละ 2 ครั้ง รถไฟดีหน่อยมาวันละครั้ง ประชากรยังไม่เยอะ อากาศดี อาหารอร่อย ตอนนั้นมีฝรั่งอยู่ไม่เกิน 50 คนรวมกงสุลอังกฤษแล้ว ผมบอกโดโรธี ภรรยากงสุลว่าเกษียณแล้วผมอยากมาอยู่เชียงใหม่ เธอบอกว่าคุณต้องพบกับคุณไกรศรี (นิมมานเหมินท์) เพราะคุณไกรศรีเป็นคนสำคัญของที่นี่ ทุกคนที่ขึ้นมาเชียงใหม่ต้องพบกับคุณไกรศรี”

“ผมได้พบกับคุณไกรศรีในช่วงลาพัก พอลาออกจากกองทัพหลังจากทำมา 20 ปี ผมกลับอังกฤษและไปเรียนภาษาไทยขั้นพื้นฐาน 2 คอร์สที่ School of Oriental and African Studies (SOAS) ช่วงปลายปี ผมลงเรือที่ท่าเมืองโดเวอร์(สะกดให้ฟัง)ทางใต้ของอังกฤษ เรือลำนั้นพาผมมาถึงกรุงเทพในที่สุด มาเทียบท่าที่คลองเตย วันนั้นเป็นวันเกิดครบรอบ 40 ปีของผมพอดี ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นฤกษ์ที่ดีมาก จากนั้นผมก็อยู่เมืองไทยมาตลอด”

“แรกทีเดียว ผมถามคนอังกฤษคนหนึ่งว่ามีโรงเรียนไหนในกรุงเทพต้องการครูสอนภาษาอังกฤษบ้างไหม แล้วผมก็ได้งานที่โรงเรียนแถวฝั่งธนฯ แต่ผมพบว่าโรงเรียนนี้ไม่ได้หยุดเสาร์อาทิตย์ตามปกติ แต่หยุดพฤหัสฯอาทิตย์ผมถามครูใหญ่ว่าวันหยุดสุดสัปดาห์หายไปไหน มันไม่เหมาะกับผม ผมเลยยื่นใบลาออก ผมสอนอยู่ได้หนึ่งเดือนนะ ครูใหญ่นิสัยดีมาก อ้อ …ผมลืมเล่าไป สิ่งแรกที่ผมทำหลังได้งานสอน คือ ผมไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แจ้งความจำนงว่าอยากอยู่เมืองไทยแบบเป็นผู้อยู่อาศัยถาวร(Permanent Resident) เขาบอกให้ผมมาอีกทีวันรุ่งขึ้น หัวหน้าจะมาทำงาน รุ่งขึ้นผมก็ไปใหม่ เจออีก 4 คนที่ต้องการอยู่ยาวเหมือนผม เรายืนล้อมโต๊ะเขาเป็นรูปครึ่งวงกลม เขานั่งที่โต๊ะ ก้มหน้าลงอ่านเอกสารและเงยหน้ามองเรา ก้มอ่านแล้วก็เงยหน้ามอง ทีละคนทีละคน แล้วเราก็ได้ตามความประสงค์ทุกคน”

คุณลุงได้เอกสารหมายเลข 1 ใช่ไหมคะ!?

“เปล่าๆๆ เพราะเราขอใบต่างด้าว มีคนขอประมาณ 100 คนก่อนหน้านี้แล้ว ผมได้เอกสารใบต่างด้าวที่บางกอกน้อย ฝั่งธนฯ ใบต่างด้าวนี้ทำให้คุณไม่ต้องไปที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอีก ใบต่างด้าวอนุญาตให้เราอยู่ได้ถาวร แต่ต้องไปต่ออายุทุก 5-10 ปีที่สถานีตำรวจ ผมก็ต้องไปลงทะเบียนที่สถานีตำรวจที่เชียงใหม่ ผมยังเก็บใบตัวจริงไว้เลยนะครับ ออกให้เมื่อปี 2502 ผมเป็นหมายเลข 1 ของฝั่งธนฯ ผมคิดว่าลูกชายผมเก็บเอกสารนี้ไว้ นอกจากใบต่างด้าวแล้ว ยังมีใบที่ถ้าหากออกนอกประเทศ ต้องประทับตราก่อนจะออก ตอนกลับเข้ามาจะได้เข้าง่ายๆผมมีเอกสารสองแบบ“

ฉันเอารูปถ่ายสมัยหนุ่มๆ ของคุณลุงรอยที่ได้จากเว็บไซด์หนึ่งขึ้นมาให้คุณลุงดูพลางชมว่าคุณลุงหล่อมาก

“รูปภาพสมัยผมเป็นทหาร นี่หมวกทหาร ขอบคุณครับ หล่อมาก (พูดไทยพลางหัวเราะ) น่าจะปี 1945 ไม่ใช่สิ 1948”

“พอได้เอกสาร ผมก็ตัดสินใจนั่งรถไฟขึ้นมาเชียงใหม่ ผมมาถึงในปี 1960 วันที่ 6 มกราคม เป็นวันสุดท้ายของงานฤดูหนาว ผมได้พบกับคุณไกรศรี ซึ่งเป็นนายแบงค์ใหญ่ ดูแลหลายสาขา คุณไกรศรีถามว่าผมทำอะไรอยู่ ผมบอกว่ายังไม่ได้ทำอะไร เขาถามว่าสอนภาษาอังกฤษให้เสมียนธนาคารได้ไหม…คุณไกรศรีหาบ้านให้ผมอยู่แถวช้างคลาน ให้สอนภาษา ในห้องเรียนอนุญาตให้คนนอกมาเรียนได้ ผมเจอภรรยาผมที่นี่เอง เธอมาเรียนกับเพื่อน ตอนนั้นภรรยาผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนอนุบาลที่ลำพูน”

“เราแต่งงานกัน ทำพิธีผูกข้อมือตามประเพณีเชียงใหม่ และรดน้ำสังข์ตามประเพณีไทย งานแต่งเชิญคน 50 คน เราเชิญทั้งกงสุลอังกฤษและนายอำเภอเชียงใหม่ พองานเลี้ยงฉลองเลิกปุ๊บ เราก็ได้เอกสารสองชุด ทะเบียนสมรสจากนายอำเภอ ฉบับหนึ่งของผม ฉบับหนึ่งของอาภรณ์ และได้เอกสารจากกงสุลอังกฤษอีกชุดหนึ่ง กงสุลบอกว่าจะออกให้ก็ต่อเมื่อเชิญมาร่วมงานเท่านั้น อาภรณ์สอนอนุบาลที่ลำพูนต่ออีกประมาณ 1-2 ปี เสาร์อาทิตย์ก็ขึ้นมาเชียงใหม่”

ชีวิตในเชียงใหม่เป็นอย่างไรบ้างคะ

“เราย้ายบ้านไปหลายที่ครับ ในช่วงนั้น คนอังกฤษสามารถซื้อที่ดินเป็นที่อยู่อาศัยได้ 1 ไร่ ผมเลยซื้อที่ดิน 1 ไร่จากหมอฟันคนหนึ่ง สร้างบ้านไม้ เป็นบังกะโลสวยมากแต่ผมรู้ว่าที่ดินอาจจะถูกมหาวิทยาลัย (เชียงใหม่) เวนคืน  หนึ่งปีต่อมา เขาเวนคืนที่ดินเยอะมาก ทุกคนถูกขอร้องให้ยอมรับตามราคาที่ทางการเสนอ มี 2 คนไม่ยอม คนหนึ่งเป็นผู้จัดการเก่าของบริษัทป่าไม้อังกฤษ อีกคนคือผม  ผมซื้อที่ดินมา นี่ใบเสร็จ นี่คือสิ่งที่ผมจ่ายไป ในที่สุด อธิการบดีของมหาวิทยาลัย ดร. บุญสม มาร์ติน เป็นเพื่อนผมมาหาผมและถามว่าคุณไม่พอใจกับตัวเลขที่เราเสนอใช่ไหม ผมบอกใช่สิ ผมเอาใบเสร็จให้เขาดู เขามีสมุดโน้ตมาด้วย เขาบอกว่า อ้อ…คุณสร้างบังกะโลสวยดีนะ จดๆๆๆอ้อ…คุณมีบ่อน้ำด้วย จดๆๆๆ อ้อ…มีรั้วด้วย จดๆๆๆ พอเสร็จหมดเขาก็รวมตัวเลขมาเป็นยอดหนึ่ง ผมตอบตกลงตามตัวเลขนั้น ผมเลยได้ตามนั้น ตอนนี้ตรงนั้นกลายเป็นคณะวิศวกรรมศาสตร์ไปแล้ว”

ครอบครัวฮัดสันเคยมีโรงเรียนอนุบาลชื่อโรงเรียนอนุบาลดรุณรักษ์ฮัดสัน ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโรงเรียนอนุบาลเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ ถึงแม้ปัจจุบันจะปิดไปแล้วแต่ก็ยังอยู่ในความทรงจำของคนเชียงใหม่

ครอบครัวฮัดสันเคยเปิดร้านขายหนังสือและให้บริการด้านท่องเที่ยวที่ถนนท่าแพ หนังสือ Hudson’s Guide To Chiang Mai and The North พิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2508 เป็นหนังสือท่องเที่ยวเชียงใหม่เล่มเดียวในสมัยนั้น ปัจจุบันกลายเป็นหนังสือคลาสสิกไปแล้ว

“สมัยก่อน ‘สงกรานต์’ เป็นประเพณีที่สวยงาม คนเดินสาดน้ำกันตามถนนท่าแพ ไม่มีรถใหญ่ๆ เหมือนสมัยนี้ ครอบครัวอาภรณ์มีพื้นเพอยู่ที่ท่าแพ ครอบครัวของเราก็มีร้านที่ท่าแพ ‘Hudson Enterprises’ เป็นร้านแรกในท่าแพที่ติดเครื่องปรับอากาศ ใครๆ ก็ต้องมาที่ร้านเพราะผมขายแผนที่และหนังสือไกด์บุ๊คที่ผมเขียนเอง Hudson’s Guide To Chiang Mai and The North พิมพ์มาแล้ว 6 ครั้ง ครั้งละ 5-6,000 เล่ม ตอนนั้นขายดี เล่มละ 25 บาท ตอนนี้ไกด์บุ๊คขายเล่มละ 370 บาท”

“เวลาที่แขกมาเที่ยวเชียงใหม่ ที่นิยมพาไปกันคือดอยสุเทพ เพราะได้เห็นวิวสวยๆ ตอนผมมาใหม่ๆ ผมเคยเดิน 9 กิโลขึ้นไปที่วัด(พระธาตุดอยสุเทพ) เดินขึ้นไปที่หมู่บ้านชาวเขา เดินลงมาแล้วก็เดินขึ้นไปอีก ตอนลงมาที่ตีนดอยตรงอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย มีรถบัสกำลังจะออก ผมรีบตะโกนเรียกเขาถึงได้หยุดรับ (หัวเราะ)”

ช่วงที่วัยและสุขภาพของคุณลุงรอยยังแข็งแรง คนเชียงใหม่สมัยนั้นจะชินตากับภาพคุณลุงขับรถฟอร์ดคอร์ติน่าสีแดงไปไหนมาไหน ในวันที่ 11 พฤศจิกายนของทุกปี คุณลุงเคยไปร่วมงานวันทหารผ่านศึกที่สุสานฝรั่งเมืองเชียงใหม่ คุณลุงเล่าว่าในปีพ.ศ. 2441 รัชกาลที่ 5 พระราชทานที่ดินเพื่อสร้างสุสานฝรั่งแห่งนี้ โดยมีข้อแม้ว่าห้ามซื้อขายและต้องใช้สำหรับชาวต่างชาติเท่านั้น ในยามว่าง คุณลุงจะไปสังสรรค์พบปะเพื่อนฝูงที่ Chiengmai Gymkhana ซึ่งทุกวันนี้ คนที่ทำงานที่นั่นยังรู้จักชื่อคุณลุงรอยเป็นอย่างดี ถึงแม้คนที่เคยให้บริการคุณลุงจะไม่ได้ทำงานที่นั่นแล้วก็ตาม ในห้องที่เข้าได้เฉพาะสมาชิก ยังมีรูปคุณลุงติดอยู่หลายรูป รวมถึงรูปหมู่ที่มีคุณเอริค ฮัดสัน ลูกชายของคุณลุงในวัยเด็กนั่งอยู่กับพื้นด้วย นอกจากนี้ คุณลุงรอยยังเคยเป็นแขกประจำของเดอะผับมาตั้งแต่ปีค.ศ.1970

“ร้านนี้อยู่มากี่ปีแล้วนะ (ทำท่านึก) 46 ปีมาแล้ว ในแผนที่เชียงใหม่สมัยนั้น ถนนเส้นนั้นมีร้านนี้อยู่ร้านเดียว ตอนนั้นถนนนิมมานฯไม่มีอะไรเลย มีร้านอยู่ร้านเดียว เป็นร้านยางบริดจสโตน ผมมีภาพถ่ายทางอากาศด้วยนะ”

จากวันแรกถึงวันนี้ เชียงใหม่เปลี่ยนไปอย่างไร เป็นคำถามที่เราอยากรู้ที่สุด

“ที่เปลี่ยนมากที่สุดคือการจราจร ตอนผมมาที่นี่ คนมีรถยนต์น้อยมาก ถ้าจากท่าแพไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟแล้วเจอรถยนต์อีก 3 คัน คนก็จะบ่นว่าวันนี้รถเยอะจัง แต่ก่อนคนถีบจักรยานกัน ไม่ก็นั่งสามล้อ นั่นแหละที่เปลี่ยนแปลงที่สุด หลายคนที่ผมรู้จักย้ายออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ หลายคนมาอยู่แถวนี้เพราะมีที่ทางสวยๆ ย้ายออกมาเพราะการจราจร และย้ายออกมาเพราะเสียงเครื่องบิน สมัยก่อนเครื่องบินมาอาทิตย์ ละ 2 เที่ยวครับ เดี๋ยวนี้วันละ 44 เที่ยว กรุงเทพ-เชียงใหม่ อะไรทำนองนั้น”

มาคุยถึงงานเขียนของคุณลุงบ้าง

“ที่ Bangkok Post ผมเป็นคนตั้งชื่อคอลัมน์ PostBag นะครับ ผมยังเก็บคลิปปิ้งใส่แฟ้มไว้(เปิดแฟ้มให้ดู) อย่างอันนี้ นี่เรื่อง Emil ของวิศวกรชาวเยอรมันที่สร้างอุโมงค์ลอดถ้ำขุนตาล”

ผลงานทรงคุณค่าที่เป็นทั้งบทความและจดหมาย ไม่ว่าจะเป็นแง่ประวัติศาสตร์หรือประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นในตอนนั้น ตีพิมพ์ในสื่ออย่างเช่น Bangkok Post, Chiang Mai Newsletter(ที่ต่อมาคือ Chiang Mai Citylife) และ Guidelines Magazine (Chiang Mai) ถูกเก็บไว้ในแฟ้มอย่างดี ที่สำคัญ บทความ ‘How to spell Chiang Mai’ เป็นบทความที่รวบรวมการสะกดชื่อ ‘เชียงใหม่’ ด้วยตัวอักษรภาษาอังกฤษถึง 50 กว่าชื่อ ต่อมามีการรวบรวมเพิ่มเติมได้มากกว่า 100 ชื่อ เป็นบทความชิ้นเอกที่ได้รับการอ้างอิงมาจนถึงปัจจุบัน

“มันเป็นงานอดิเรกของผมครับ ผมอ่านหนังสือเยอะมาก และพบว่าการสะกดชื่อคำว่า ‘เชียงใหม่’ แม้ตั้งแต่ยังเป็นเมืองเล็กๆ นั้นสะกดได้หลายอย่างในหนังสือหลายเล่ม พออ่านเจอในหนังสือหรือบทความที่ไหน ผมเลยจดชื่อหนังสือ บทความและปีเอาไว้แต่ผมไม่ได้เป็นนักวิชาการ เลยไม่ได้ใส่รายละเอียดไว้ด้วย”

“มีปีหนึ่งที่ผมเขียนไว้ ผมคิดว่าน่าจะปี 1530 หรือ 1540 นี่แหละ เป็นปีที่คนอังกฤษคนแรกเดินทางมาถึงเชียงใหม่ 450 ปีมาแล้ว ราล์ฟ ฟิทช์ (Ralph Fitch)
ใช่แล้ว ผมดีใจที่คุณทักขึ้นมา เพราะผมลืมชื่อเขาไปแล้ว เขาเป็นคนแรกที่เดินทางมาจนถึงเชียงใหม่ เรื่องนี้มีการบันทึกไว้เป็นอย่างดี เพราะเขาออกจากอังกฤษเป็นกลุ่มกัน 5 คน ไปถึงตะวันออกกลาง แวะที่เมืองๆ หนึ่งในตะวันออกกลาง จากนั้นไปที่อ่าว ถูกพวกโปรตุเกสจับไปอยู่เมืองในอินเดีย ต้องจ่ายค่าประกันตัว แล้วพากันหลบหนีออกมาได้ 4 คน มีหนึ่งคนที่ยังอยู่ในเมือง คนนี้เป็นช่างสี เมืองนั้นมีโบสถ์เยอะ พวกนั้นต้องการทาสีโบสถ์ ช่างสีก็เลยอยู่ต่อ อีก 4 คนหนีออกมาที่เมืองหนึ่งในอินเดีย น่าจะเมืองเพตตี้ฟอร์ทหรืออะไรนี่แหละ พอพบกับเจ้าเมืองก็มอบจดหมายจากควีนอลิซาเบธให้ หนึ่งในสี่คนนั้นเป็นช่างเพชรพลอย เขาเลยอยู่ต่อเพื่อช่วยงานด้านเพชรพลอยให้เจ้าเมืองอินเดีย อีกคนที่เป็นหัวหน้ากลุ่มกลับไปอังกฤษ แล้วก็ไม่มีใครได้ข่าวเขาอีก”

“ราล์ฟเดินทางต่อในอินเดียไปจนถึงพม่า ตามลำน้ำอิรวดีจนถึงเชียงใหม่ เขาสะกดชื่อเชียงใหม่ตลกอยู่สักหน่อย แต่เรื่องก็เป็นแบบนี้แหละ เขาเดินทางกลับโดยใช้เส้นทางเดิม แต่คงจะปลอมตัว ที่สุดก็กลับมาถึงอังกฤษ แน่ล่ะ ทุกคนที่อังกฤษนึกว่าเขาตายไปแล้ว  มีคนขอให้เขาเขียนเรื่องการเดินทางของเขา เพราะมีบริษัทใหญ่ต้องการจะเริ่มงานที่นั่น จึงต้องการข้อมูลจากเขาให้มากที่สุด แต่เขาเขียนออกมาได้ไม่ดีเท่าไหร่ พวกนั้นไม่ได้ข้อมูลอะไรมากนัก หลังจากนั้น บริษัทใหญ่ของอังกฤษก็เดินทางไปอินเดีย”

ชีวิตในปัจจุบัน คุณลุงพำนักอยู่ที่บ้านในอำเภอแม่ริม ในตอนเย็นแดดร่มลมตกคุณลุงมักออกมานั่งเล่นหน้าบ้าน คนที่เดินผ่านไปผ่านมาจะทักทายและยกมือไหว้อย่างคุ้นเคย และเป็นไปไม่ได้เลยที่จะย่นย่อเรื่องราวชีวิตอันน่าทึ่งและยาวนาน 97 ปีลงในระยะเวลาสั้นๆ ของการสนทนาครั้งนี้ คุณลุงรอยมีบุคลิกเป็นกันเอง มีไหวพริบแพรวพราวและอารมณ์ขันที่แฝงไว้ด้วยความเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษเต็มเปี่ยม ความผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างความเป็นเชียงใหม่กับความเป็นอังกฤษสร้างความประทับใจและรอยยิ้มให้แก่ผู้ที่ได้พบเจอเสมอ มีอะไรอีกมากมายที่ฉันอยากรู้อยากถาม ด้วยว่าประสบการณ์และแนวความคิดอันคมคายของคุณลุงล้วนน่าตื่นตาตื่นใจทั้งสิ้น เมื่อเวลางวดเข้ามา และคุณลุงเริ่มเหนื่อยล้าจากการที่ต้องพูดเป็นเวลานานติดต่อกัน ฉันก็รู้ว่าได้เวลาที่จะต้องกราบลาคุณลุงเสียที

สำหรับคนที่สนใจ ยังมีบทความของคุณลุงรอยอีกมากมายที่น่าจะเป็นประโยชน์ ฉันจึงขอเลือกตัวอย่างเพียงเล็กน้อยจากเว็บไซด์มาให้อ่านกัน

เรื่องแรกเป็นเรื่องการรบที่สะพานข้ามแม่น้ำสะโตงในพม่าช่วงสงครามโลกครั้ง ที่ 2 ในปีค.ศ. 1942 ซึ่งการตัดสินใจที่ผิดพลาดทางการทหารสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับกองทัพอังกฤษ เป็นเหตุการณ์ที่มีการศึกษาและวิเคราะห์ในแง่ประวัติศาสตร์อย่างกว้างขวาง คุณลุงรอยร่วมรบในเหตุการณ์นั้นด้วย “ผมโชคดีที่รอดมาได้” เรื่องราวจะเฉียดฉิวเพียงใด อ่านได้ที่นี่ค่ะ…http://www.miwsr.com/2010/20100706.asp

เรื่องที่สองนี้เคยตีพิมพ์ใน Bangkok Post และเคยลงในนิตยสาร Guidelines ชื่อเรื่อง The General is not Amused เล่าสั้นๆ ก็คือ หลังจากที่สงครามโลกครั้ง ที่ 2 ยุติลงใหม่ๆ คุณลุงรอยคุมหน่วยทหารของอังกฤษเข้ามาที่กรุงเทพฯ และพักอยู่ตรงข้ามกับวังสวนผักกาด ซึ่งท่านเจ้าของวังคือพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร กรมหมื่นนครสวรรค์ศักดิพินิต และหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์ บริพัตร ตอนนั้นในเมืองแทบไม่มีไฟฟ้าใช้ ต้องจุดตะเกียงกัน เย็นวันหนึ่งที่วังจัดงานรำวง แน่นอนว่ากองทหารอังกฤษที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่างแอบมองความเป็นไปอย่างสนใจยิ่ง พองานเริ่มจึงมีทหารซึ่งเป็นลูกน้องของคุณลุงรอย 5-6 คนข้ามฟากไปเป็นแขกไม่ได้รับเชิญ ซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และคงจะดีมากถึงขั้นตอนลากลับ ลูกน้องของคุณลุงคนหนึ่งให้ทิปหม่อมราชวงศ์พันธุ์ทิพย์เป็นแบงค์สิบรูปีหนึ่งใบ! เหตุการณ์จะเป็นอย่างไร เชิญคลิกอ่านต่อได้ค่ะ…  http://www.arrse.co.uk/community/threads/the-general-is-not-amused.82569/

ขอขอบคุณ คุณอแมนด้า ฮัดสัน บุตรสาวของพันตรีรอย ฮัดสันในความกรุณาและอำนวยความสะดวกในการสัมภาษณ์ครั้งนี้

อ้างอิง

To Thailand with Love, A Travel Guide for the Connoisseue, Edited & with contributions by Nabanita Dutt, 2013, Page 89
http://thailandjingjing.blogspot.com/2010/03/chiang-mai-colonial-history-in-colony.html Chiang Mai — Colonial History in a Colony That Never Was (The Story about Gymkhana Club.)
http://www.chiangmai-chiangrai.com/how_to_spell_chiangmai.html
http://www.chiangmaicitylife.com/citylife-archive/major-roy-hudson-50-years-in-chiang-mai/
http://www.miwsr.com/2010/20100706.asp
http://www.arrse.co.uk/community/threads/the-general-is-not-amused.82569/

เรื่อง :  กิติพร นิมิตรบรรณสาร  ภาพ:  กรินทร์ มงคลพันธ์

คัดลอก และ ขอบคุณบทความดี ๆ จาก  :  http://www.compasscm.com/view/1132

Advertisements

ผักไฮโดรโปรนิกส์ และคุณประโยชน์

Hydroponics for Health เคล็ดลับสุขภาพดีจากผักไฮโดรโปนิกส์ (Slim up)  

ผักเรดโอ๊ค (RED OAK) เป็นผักตระกูลสลัด ใบมีสีแดงเข้มและเขียวเข้มแล้วแต่สายพันธุ์ มีกากใยอาหารมาก ช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดพวกไขมันและอนุมูลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งในลำไส้ได้
ผักสลัดคอส (Cos) ผักชนิดนี้มีรสชาติหวานกรอบ ทำอาหารได้หลากหลาย สามารถใช้แทนคะน้า และกวางตุ้งในการประกอบอาหารได้ สลัดคอสเป็นผักที่มีวิตามินสูงและมีธาตุเหล็กช่วยเพิ่มจำนวน Hemoglobin (เม็ดเลือดแดง) ในร่างกาย ช่วยแก้โรคโลหิตจางได้ นอกจากนั้นในผักสลัดคอสยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตเพียง 3% เหมาะสำหรับผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และยังช่วยในเรื่องการขับถ่ายดีอีกด้วย        การดูแลสุขภาพในปัจจุบันนี้ นับได้ว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นกว่าในยุคก่อน เพราะโรคภัยที่เกิดขึ้นในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่เป็นโรคที่มีความรุนแรงและเกิดขึ้นได้ง่าย แถมยังมีเชื้อโรคใหม่เกิดขึ้นได้ทุกวัน ยิ่งถ้าขาดการป้องกันที่ดี หรือขาดการดูแลเอาใจใส่สุขภาพร่างกายของตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้เชื้อโรคต่าง ๆ เข้ามาทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
เมื่อสุขภาพเป็นสิ่งที่ต้องดูแล และมีโรคภัยไข้เจ็บในรูปแบบใหม่เกิดขึ้นทุกวัน อาหารจึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะเข้ามามีบทบาทต่อการดูแลสุขภาพร่างกายของคนในยุคปัจจุบันมากที่สุด โดยเฉพาะเมนูเพื่อสุขภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะเลือกส่วนผสมของอาหารที่ทำมาจากธรรมชาติ หรือจากผักหรือผลไม้สด ๆ ไร้สารพิษ และส่วนมากจะนิยมปลูกพืชในน้ำที่มีสารละลายธาตุอาหารทดแทนการปลูกพืชในดิน ที่เราใช้ในการปลูกพืชทางการเกษตรทั่ว ๆ ไป ซึ่งเราสามารถเรียกวิธีการปลูกพืชแบบนี้ว่า “วิธีการปลูกพืชแบบไร้ดินหรือไฮโดรโปนิกส์”

ส่วนใหญ่แล้วพืชที่ใช้วิธีการปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ จะเป็นพืชที่ใช้ในการประกอบอาหารเพื่อสุขภาพทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นผักกาดแก้ว ผักเรดครอรัล (RED CORAL) ซึ่งคล้ายผักเรดโอ๊ค รสชาติหวานกรอบกว่าเรดโอ๊ค มีกากใยอาหารมาก โดยกากใยพวกนี้จะช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดพวกไขมันและอนุมูลอิสระที่เกาะตามผนังลำไส้ อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งในลำไส้ได้ ส่วนใหญ่นิยมทานสด ทำเป็นผักสลัด เป็นเครื่องเคียงในเมนูประเภทยำ หรือเป็นผักประเภททานคู่กับแหนมเนืองจะอร่อยมาก รสชาติคล้ายผักกาดหอมแต่จะหวานกว่า

สีสันของผักและผลไม้ดีต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ การกินผักผลไม้หลากสีที่ปลูกด้วยวิธีไฮโดรโปนิกส์นั้น มีข้อดีต่อสุขภาพเช่นกัน เพราะสีสันแต่ละสีในพืชผักเหล่านี้ มีความยาวคลื่น และความถี่ของคลื่นแสงสีเฉพาะตัว ซึ่งไม่เพียงแค่มีผลต่อการรับรู้ทางสายตาเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อร่างกายของเราอีกด้วย เพราะสีสันเหล่านี้จะบ่งบอกถึงคุณค่าทางโภชนาการ และประโยชน์ที่แฝงอยู่

ตัวอย่างเช่น สีส้มของส้มช่วยขับสารพิษ สีแดงของมะเขือเทศช่วยเพิ่มพลัง ส่วนสีเหลืองของข้าวโพดช่วยทำให้อารมณ์ดี

นอกจากการเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพแล้ว การกินด้วยปริมาณที่เหมาสมและครบถ้วน ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญต่อสุขภาพไม่แพ้กัน ถ้าหากคุณรู้จักเลือก และจัดระบบให้กับการดูแลร่างกายของตัวเองได้เป็นอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคชนิดไหน ๆ หรือคุณจะต้องมีเรื่องให้ปวดหัวมากสักเท่าไร คุณก็จะสามารถจัดการกับปัญหาและผ่านพันอุปสรรคต่าง ๆ ไปได้ด้วยสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจที่สมบูรณ์แข็งแรง

เรามาดูกันว่าผักไฮโดรโปรนิกส์ ที่นิยมใช้รับประทานกันปัจจุบันมีอะไรบ้าง และมีประโยชน์กับร่างกายเราอย่างไร

1.กรีนโอ๊ค  คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

2.เรดโอ๊ค คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาทและกล้ามเนื้อ

3.กรีนคอส คุณค่าทางโภชนาการ:  ป้องกันโรคโลหิตจาง ช่วยให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง

4.บัตเตอร์เฮด คุณค่าทางโภชนาการ: บำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงผิว และช่วยลดคอเรสเตอรอล

5.เรดปัตตาเวีย คุณค่าทางโภชนาการ:  บำรุงสายตา ใยอาหารสูง

6.ฟิลเล ไอซ์เบิร์ก คุณค่าทางโภชนาการ: ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด ป้องกันโรคหวัด เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

7.เรดคอรัล คุณค่าทางโภชนาการ:  ช่วยสร้างเม็ดเลือด ให้เส้นใยอาหารสูง ป้องกันโรคปากนกกระจอก ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง มีวิตามินซีสูง

ประโยชน์ของผักไฮโดรโปนิกส์
1.ผักไฮโดรโปนิกส์เป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และไม่มีสารเคมีที่เป็นพิษต่อร่างกาย

2.มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคสูง เนื่องจากการปลูกผักไร้ดินเป็นการนำสารละลายธาตุอาหารมาละลาย โดยใช้ธาตุอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการพืช เช่นเดียวกับการปลูกพืชบนดิน แต่ต่างกันตรงที่ผักที่ปลูกในดินจะต้องอาศัยจุลินทรีย์มาเปลี่ยนเป็นอาหาร ทำให้บางครั้งหากในดินมีธาตุโลหะหนักที่เป็นพิษต่อผู้บริโภค จุลินทรีย์ก็จะเปลี่ยนให้พืชสามารถดูดธาตุที่เป็นพิษเข้าไปได้ ในขณะที่การปลูกพืชไร้ดิน จะสามารถควบคุมแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ ผู้บริโภคจึงได้รับประทานผักสดสะอาดที่มีความปลอดภัยสูง

3.ข้อดีของการบริโภคผักไฮโดรโปนิกส์ คือ การคงคุณประโยชน์ที่โดดเด่นที่สุดของผักเอาไว้ได้อย่างเต็มที่ เช่น กากใยอาหาร ที่เป็นตัวช่วยในการล้างผนังลำไส้และเป็นตัวช่วยในการขับถ่าย

4.มีการรับรองว่าพืชผักไร้ดินจะมีปริมาณแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์เท่ากับพืชผักที่ปลูกบนดินหรือสูงกว่าเล็กน้อย แต่พืชผักไร้ดินจะมีกลิ่นที่มาจากน้ำมันหอมระเหยและมีรสชาติน่าชวนชิมมากกว่าพืชผักที่ปลูกบนดิน

5.ผักไฮโดรโปนิกส์ที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นผักสลัดที่นำมารับประทานสด เช่น ผักกรีนคอส (Green Cos) เป็นผักที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง นอกจากจะใช้เป็นส่วนประกอบในสลัดแล้ว ยังนิยมนำไปผัดน้ำมันอีกด้วย, ผักกรีนโอ๊ค (Green Oak) หรือ ผักเรดโอ๊ค (Red Oak) เป็นผักที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี โฟเลท และธาตุเหล็ก, ผักเรดคอรัล (Red Coral) เป็นผักที่อุดมไปด้วยใยอาหาร โฟเลท สารต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงเบต้าแคโรทีน, ผักบัตเตอร์เฮด (Butterhead) เป็นผักที่อุดมไปด้วยโฟเลทและสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

ความปลอดภัยของผักไฮโดรโปนิกส์

ความปลอดภัยในการบริโภคผักไฮโดรโพนิกส์ เป็นสิ่งที่ถูกถามกันมามากคำถามหนึ่ง ด้วยความกังวลที่ว่าผักชนิดนี้ต้องแช่ในสารละลายธาตุอาหารที่เป็นสารเคมีอย่างหนึ่ง เมื่อบริโภคเข้าไปอาจทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บได้ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วพืชเป็นสิ่งมีชีวิตที่ดูดกินอาหารทางรากในรูปของแร่ธาตุที่อยู่ในรูปของอิออนหรือประจุเท่านั้น แม้ว่าเราจะปลูกพืชลงในดินแล้วทำการให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ปุ๋ยเหล่านี้ก็ยังไม่เป็นประโยชน์ต่อพืชจนกว่าจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ในดินจนกระทั้งกลายเป็นแร่ธาตุที่อยู่ในลักษณะของเคมีธาตุอาหารพืช แล้วละลายอยู่ในน้ำในดิน จากนั้นพืชจึงดูดซึมไปใช้งานได้

สรุปแล้วก็คือ ไม่ว่าเราจะปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์หรือปลูกพืชในดิน พืชก็จะต้องดูดใช้อาหารในรูปของประจุของแร่ธาตุ ซึ่งก็เรียกว่าเป็น “เคมี” เช่นกัน โดยพืชจะนำเอาแร่ธาตุต่างๆ ไปใช้ในการสร้างสารประกอบอินทรีย์โมเลกุลใหญ่อื่นๆ ได้แก่ โปรตีน แป้ง ไขมัน หรือวิตามินต่างๆ ให้มนุษย์นำมาบริโภคอีกที ดังนั้น ถ้าคุณไม่กังวลว่าจะรับประทานผักที่ปลูกบนดินด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก คุณก็ไม่ควรที่จะกังวลกับการบริโภคผักที่ปลูกในสารละลายหรือผักไฮโดรโปนิกส์เช่นกัน

ส่วนเรื่องการสะสมของไนเตรทที่เป็นอนุมูลของไนโตรเจนนั้น ที่พืชต้องการนำไปใช้มากในช่วงการพัฒนาด้านลำต้น กิ่ง หรือใบ ไม่ว่าจะเป็นการปลูกรูปแบบใดก็จะต้องพบว่ามีไนเตรทอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งถ้ามีไม่เกิน 2,500-3,000 มิลลิกรัมต่อหนึ่งกิโลกรัมน้ำหนักสดของผัก ก็ถือว่าเป็นผักที่ปลอดภัยครับ และในประเทศไทยเราเองก็มีแสงแดดค่อนข้างจัด พืชจึงมีการสังเคราะห์แสงค่อนข้างสูง ทำให้อัตราการเปลี่ยนแปลงไนเตรทในต้นพืชกลายเป็นกรดอะมิโนกลูตาเมทเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว ส่งผลให้มีปริมาณของไนเตรทลดลง อีกทั้งการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ก็สามารถลดไนเตรทก่อนการเก็บเกี่ยวได้ง่าย โดยการงดให้ธาตุอาหารหรือเลี้ยงพืชในอัตรา EC ต่ำกว่า 1.0 ประมาณ 1-3 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวพืชก็จะสามารถช่วยลดปริมาณของไนเตรทได้

คำแนะนำสำหรับบางท่านที่อาจมีความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องสารตกค้างที่มีอยู่ในผักไฮโดรโปนิกส์ วิธีการรับประทานผักไฮโดรไปนิกส์ ไม่ว่าจะเป็นผักที่หาซื้อมาจากตลาดหรือปลูกได้เองจากแปลง ก่อนนำมาบริโภคให้นำผักไปแช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง ผักจะอิ่มตัว และคายสารที่ตกค้างออกมาทั้งหมด ทำให้สามารถนำมาบริโภคได้อย่างปลอดภัย

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://www.facebook.com/notes/338512253016811/

ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสายพันธุ์ใหม่ ธัญพืชเพื่อสุขภาพ

ข้าวไรซ์เบอรี่

        ข้าวไรซ์เบอร์รี ข้าวสายพันธุ์ใหม่สีสันแปลกตา ที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร มาลองดูกันสิว่า สรรพคุณและประโยชน์ ไรซ์เบอร์รีมีอะไรบ้าง

                ข้าวไรซ์เบอร์รี คงเป็นคำที่แปลกใหม่สำหรับหลาย ๆ คน ซึ่งตอนนี้กำลังกลายเป็นเทรนด์อาหารเพื่อคนรักสุขภาพที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ไรซ์เบอร์รีก็คือข้าวสายพันธุ์หนึ่งที่เปี่ยมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ มากมาย และวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับไรซ์เบอร์รีกันให้มากขึ้น มาดูกันสิว่า ข้าวสายพันธุ์นี้มีอะไรดีที่ทำให้เราไม่ควรพลาด

ข้าวไรซ์เบอร์รี อาหารดี ๆ เปี่ยมคุณค่า

           ข้าวไรซ์เบอร์รีเป็นข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์โดยการผสมเลียนแบบธรรมชาติ ระหว่างข้าวสองพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้าหอมนิล และข้าวขาวดอกมะลิ 105 หลังจากนั้นจึงคัดเลือกโดยใช้เทคโนโลยีชีวภาพจนได้พันธุ์ข้าวที่มีความบริสุทธิ์ จากการพัฒนาพันธุ์ข้าวพิเศษ ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และได้ยื่นจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ โดย รศ. ดร.อภิชาติ วรรณวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ห้ามนำไปขยายพันธุ์เชิงการค้าต่อ โดยไม่ได้รับอนุญาตจาก วช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

        ข้าวไรซ์เบอร์รีเป็นข้าวเจ้าสีม่วงเข้ม เมล็ดเรียวยาว ผิวมันวาว และถ้าหากเป็นข้าวกล้องก็จะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ แถมยังมีรสชาติอมหวานกลมกล่อมชวนรับประทาน สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยอายุเก็บเกี่ยวของข้าวสายพันธุ์นี้จะอยู่ที่ประมาณ 130 วัน ซึ่งให้ผลผลิตปานกลาง สามารถต้านทานต่อโรคไหม้ แต่ไม่ต้านทานโรคหลาว ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ทุกรอบของการปลูก นอกจากนี้รำข้าวและน้ำมันรำข้าวจากไรซ์เบอร์รียังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระที่ดี ซึ่งทางการแพทย์นิยมนำไปใช้ทำผลิตภัณฑ์อาหารโภชนบำบัดอีกด้วย

ข้าวไรซ์เบอรี่

คุณค่าทางโภชนาการของข้าวไรซ์เบอร์รี

 ค่าดัชนีน้ำตาลปานกลาง                   62
ปริมาณอะไมโลส (amylose)            15.6 %
 อุณหภูมิแป้งสุก                            < 70         องศาเซลเซียส
ธาตุเหล็ก                                   13-18        มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
ธาตุสังกะสี                                  31.9          มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
โอเมก้า 3                                   25.51       มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
วิตามิน อี                                    678           ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
โฟเลต                                       48.1          ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
เบต้า-แคโรทีน                             63             ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม
โพลีฟีนอล                                   113.5         มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
แทนนิน                                       89.33        มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม
 แกมมาโอไรซานอล                        462           ไมโครกรัมต่อ 100 กรัม

ข้าวไรซ์เบอร์รี

ข้าวไรซ์เบอร์รี กับสรรพคุณและประโยชน์อันมหัศจรรย์

     ข้าวไรซ์เบอร์รี เป็นข้าวสายพันธุ์ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงมีสรรพคุณในการช่วยบำรุงร่างกาย และทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจน ลดการอักเสบที่ผิวหนัง ช่วยลดริ้วรอยและชะลอความแก่ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายแรงต่าง ๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคความดันโลหิตสูง และโรคสมองเสื่อมได้

      ข้าวไรซ์เบอร์รียังเป็นอาหารสุขภาพที่ดีต่อทุกเพศทุกวัย สามารถรับประทานเพื่อบำรุงสุขภาพและทดแทนข้าวขาวหรือข้าวกล้องปกติได้ โดยหากผู้สูงวัยรับประทานก็จะช่วยทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และช่วยบำรุงสายตาและระบบประสาทต่าง ๆ

    ส่วนสตรีมีครรภ์หากรับประทานข้าวชนิดนี้ก็จะช่วยทำให้เด็กในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ ช่วยควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดครรภ์เป็นพิษ และที่สำคัญยังมีธาตุเหล็กสูงเหมาะกับสตรีที่กำลังมีครรภ์ซึ่งต้องการแร่ธาตุชนิดนี้มากกว่าคนปกติค่ะ

    นอกจากนี้ข้าวไรซ์เบอร์รียังมีสรรพคุณช่วยควบคุมน้ำตาลและควบคุมน้ำหนักได้ เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วนอย่างยิ่ง สำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หากรับประทานข้าวชนิดนี้เป็นประจำก็จะทำให้ได้ธาตุเหล็กซึ่งเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อระบบเลือด และช่วยบำรุงโลหิตและร่างกายให้แข็งแรง

        ข้าวไรซ์เบอร์รียังมีคุณประโยชน์อีกมากมาย เพราะนอกจากแร่ธาตุต่าง ๆ ที่สำคัญต่อร่างกายแล้ว ข้าวชนิดนี้ยังมีไฟเบอร์สูง ซึ่งช่วยลดระดับไขมันและคอเลสเตอรอล ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อีกด้วยค่ะ

ข้าวไรซ์เบอรี่

ข้าวไรซ์เบอร์รี หุงอย่างไรให้อร่อย

     ข้าวไรซ์เบอร์รีจัดเป็นข้าวกล้องชนิดหนึ่ง ดังนั้นหากต้องการหุงให้อร่อยก็ควรที่จะนำไปผสมกับข้าวหอมมะลิเพื่อให้ข้าวที่รับประทานเหนียวนุ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากต้องการหุงข้าวชนิดนี้เพียงอย่างเดียวก็ควรจะใช้สัดส่วนดังนี้ค่ะ ข้าว 1 ส่วน : น้ำ  1.5 ส่วน โดยหุงต้มประมาณ 35 นาทีแล้วปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที ก็จะได้รับประทานข้าวไรซ์เบอร์รีที่นุ่มและมีสีสันน่ารับประทานค่ะ

     ข้าวไรซ์เบอร์รีเป็นธัญพืชที่ดีต่อสุขภาพจริง ๆ นะคะ ต้องชื่นชมนักวิจัยของไทยเราที่สามารถนำข้อดีของข้าวทั้งสองพันธุ์มาผสมกันจนได้ข้าวพันธุ์ใหม่อย่างไรซ์เบอร์รี ทำให้เราสามารถรับประทานข้าวที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าทางอาหารแบบนี้ ดังนั้นถ้าหากใครที่กำลังมองหาธัญพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูงอยู่ละก็ อยากให้ลองข้าวไรซ์เบอร์รีดูนะคะ รับรองว่านอกจากคุณค่าอาหารที่ได้รับแล้ว ยังจะได้รับประทานข้าวที่อร่อยและเหนียวนุ่มอีกด้วยละค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก
 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
riceberry.net
thaihealth.or.th

http://health.kapook.com/view99263.html

นวัตกรรมเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“การออกแบบที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึงสิ่งแวลล้อม และลดการใช้พลังงาน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การวางผังที่คำนึงถึงทิศทางแดดและลม รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อบ้านประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง”

ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน  ทำให้หลายๆ คนหันมาห่วงใยและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีแนวคิดที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด มาพบกับคำตอบของนวัตกรรมเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน(ในงานสถาปนิก’58) ที่จะช่วยให้การบริหารจัดการการใช้พลังงานภายในบ้านเกิดประโยชน์สูงสุด และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

The Nest สัมผัสกับบ้าน Energy Plus หลังแรกในอาเซียน ผ่าน Multimedia ที่เสมือนจริง ที่ออกแบบบ้านให้สอดคล้องและสามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุดจากสภาพภูมิอากาศ สามารถผลิตไฟฟ้าได้เองมากกว่าปริมาณที่ใช้ พร้อมด้วยระบบ Backup Power System ที่ช่วยให้บ้านยังคงมีไฟฟ้าใช้ตามจุดที่สำคัญในขณะที่ไฟฟ้าดับ นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ อาทิเช่น ระบบการระบายอากาศ ระบบป้องกันความร้อน ระบบสร้างอากาศหมุนเวียน และการนำแสงธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ รวมถึงการจัดการการใช้น้ำภายในบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการนำกลับมาใช้ใหม่และการนำน้ำฝนและน้ำจาก Condensing Unit ของเครื่องปรับอากาศมาใช้ ทำให้ The Nest เป็นบ้านต้นแบบในการประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน
SolarECO System ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา บริการครบวงจรตั้งแต่การให้คำปรึกษา สำรวจ ออกแบบ ประเมินราคา ยื่นขออนุญาต ติดตั้ง และการบริการหลังการขาย มั่นใจด้วย SolarFIX นวัตกรรมการยึดแผงโซลาร์เซลล์แบบใหม่ ที่คิดค้นและพัฒนาให้สามารถติดตั้งโดยไม่ต้องสอดงัดหรือเจาะกระเบื้องที่หน้างาน จึงป้องกันปัญหาการรั่วซึมจากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  พร้อมทั้งระบบสำรองไฟ (Green Power Plug) เพื่อใช้ภายในบ้านเมื่อไฟฟ้าดับหรือไฟตก และระบบขายไฟคืนรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนสูง นานถึง 25 ปี

SolarEco ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ที่ให้บริการแบบครบวงจร โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก SCG

บ้าน The Nest ใช้ระบบ Active Air Flow ช่วยลดความอบอ้าวในตอนกลางวัน อุณหภูมิเย็นเร็วขึ้นในตอนกลางคืน และช่วยให้คุณภาพอากาศภายในบ้านดี

เรื่อง: SCG Experience

นวัตกรรมเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน
ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การออกแบบที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึงสิ่งแวลล้อม และลดการใช้พลังงาน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การวางผังที่คำนึงถึงทิศทางแดดและลม รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อบ้านประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

บ้าน The Nest ผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ได้ไฟฟ้ามากกว่าปริมาณที่ใช้ จึงเป็นบ้าน Energy Plus หลังแรกในอาเซียน

บ้าน The Nest ตอบโจทย์เทรนด์ที่อยู่อาศัยในอนาคต เพื่อความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน

Active AIRflow™ System กลไกการถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนภายในตัวบ้านและโถงหลังคา สร้างคุณภาพอากาศที่ดีและความสบายในการอยู่อาศัย ลดการสะสมเชื้อโรค ความอับชื้นภายในบ้าน รวมทั้งลดความเสี่ยงในการเกิดอาการภูมิแพ้ นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศดีขึ้นจากอุณหภูมิห้องที่เย็นเร็วขึ้น จึงช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ อีกทั้ง ระบบนี้ยังใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์เป็นพลังงานหลักจึงไม่สิ้นเปลืองการใช้ไฟฟ้า

WINDSOR Soffit System ระบบฝ้าชายคาวินด์เซอร์ นวัตกรรมใหม่สำหรับการระบายอากาศและลดความร้อนใต้ชายคา ที่ออกแบบให้มีรูระบายอากาศในตัวและไม่มีช่องระหว่างแผ่นฝ้า จึงไม่ต้องติดมุ้งกันแมลง และด้วยคุณสมบัติของวัสดุที่เป็นไวนิลสูตรพิเศษจึงทนต่อแสงแดด รังสี UV ความชื้นจากฝน และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ด้วยแนวคิดที่ออกแบบมาเป็นระบบ จึงทำให้ติดตั้งง่าย และสามารถมั่นใจในคุณภาพจากการรับรองประสิทธิภาพการระบายอากาศจากศูนย์วิจัยทางอาคาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

พบกับนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เพื่อบ้านประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือปรึกษาสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำมาปรับใช้กับบ้านของคุณ ได้ที่นี่

พบกับนวัตกรรมจาก SCG Living Tech  ได้ที่บูธ SCG ในงานสถาปนิก’59 อาคารชาแลนเจอร์ฮอล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี วันที่ 26 เม.ย. – 1 พ.ค. เวลา 11.00 – 21.00 น.

ลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อรับ Home Inspiration Book พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ > ที่นี่

WINDSOR Soffit System ฝ้าชายคาที่ไม่ต้องติดมุ้งกันแมลง

ขอบคุณ : http://www.scgbuildingmaterials.com/th/LivingIdea/NewBuild/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81.aspx

 

เปิดหน้าต่างหรือช่องแสงทางทิศเหนือ

โดย : ยอดเยี่ยม เทพธรานนท์

 

เปิดหน้าต่างหรือช่องแสงทางทิศเหนือ ดีที่สุดครับ

เพราะดวงอาทิตย์ของเราจะขึ้นทางทิศตะวันออก แล้วส่วนใหญ่ก็จะอ้อมไปทางทิศใต้นิดหน่อย (ประมาณ ๑๐ เดือน) แล้วก็ตกทางทิศตะวันตกครับ ดังนั้นแสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็จะเข้ามาทางทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศตะวันตกเป็นส่วนใหญ่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางทิศใต้และทิศตะวันตก ความร้อนและแสงตอนบ่ายและเย็นจะกระทบกับตัวบ้านเราอย่างหนักครับ ส่วนทางด้านทิศเหนือนั้นไม่ค่อยมีแสงอาทิตย์กระทบโดยตรงเท่าไร แสงไม่จ้ามากนักครับ

เมื่อทราบข้อมูลของธรรมชาติเช่นนี้ เราต้องพยายามวางส่วนของตัวบ้านเราที่อยู่ทางทิศใต้และทิศตะวันตก ที่สามารถรับแสงสว่างและความร้อนได้มากโดยไม่เป็นไรนัก (ยกตัวอย่างเช่นห้องน้ำ หรือห้องเก็บของ เป็นต้น) เพื่อให้ห้องเหล่านั้นเป็น “ฉนวนกันความร้อน” ให้บ้านของเรา

อีกทั้งยังต้องทำกันสาดหรือแผงบังแดด หรือปลูกต้นไม้ที่กันแดดได้ดีทางทิศใต้และทิศตะวันตกด้วยครับ เพื่อให้แสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์ไม่มาถึงภายในบ้านของเรามากเกินไป

ส่วนทางด้านทิศเหนือนั้น แสงอาทิตย์ไม่รุนแรงมากนัก แสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์หักเหจากแหล่งต่างๆก่อนที่จะเข้ามาที่บ้านเรา ทางทิศเหนือครับ ความร้อนก็เลยเข้ามาทางทิศเหนือไม่มากนัก อีกทั้งความสว่างที่เข้ามาทางทิศเหนือก็เป็นความสว่างที่ไม่จ้ามากเกินไป ไม่ทำให้แสบตา และ ไม่เป็นลำแสงแดดเข้ามาเต็มที่ (เราเรียกกันภาษาช่างว่า “แสงเหนือ” ครับ)

เราจึงสามารถใช้แสงธรรมชาติทางทิศเหนือมาช่วยประหยัดการเปิดดวงโคมในห้องของ เราได้ครับ ทิศเหนือจึงเป็นทิศที่เราน่าทำเป็นหน้าต่างและช่องแสงมากที่สุดครับ

เป็นการใช้ความรู้ตอนที่เราเรียนอยู่ปี ๑ มาเป็นประโยชน์ครับ

Image

16 นิสัยดี ๆ ที่ควรสอนเด็ก

แม่และเด็ก

เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ในชีวิตการเป็นนักเรียนย่อมมีประสบการณ์ต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย และสิ่งหนึ่งที่เด็กนักเรียน รวมไปถึงผู้ปกครองคาดหวังกันซะเป็นส่วนใหญ่คือ การปลูกฝังบทเรียนชีวิต พฤติกรรมที่ควรกระทำ และอื่น ๆ ที่ตัวเด็กสามารถเรียนรู้และนำไปปรับใช้ต่อไปในอนาคตได้ซึ่งนั่นจะเป็นประโยชน์ต่อตัวเด็กอย่างมาก ทั้งนี้สิ่งต่าง ๆ ที่ควรจะสอนและปลูกฝังเด็ก ๆ นั้น ทางเว็บไซต์ positivityblog.com ได้ทำการรวบรวมเอาไว้ให้ได้รับรู้กันแล้ว มาดูกันว่าสิ่งที่ควรจะปลูกให้กับเด็ก ควรจะมีอะไรบ้าง

1. ใช้ชีวิตแบบ 80 / 20

การใช้ชีวิตแบบ 80 / 20 นี้คือการใช้ชีวิตในแบบพอดี ๆ กล่าวคือ หากชีวิตมีสัดส่วนเต็ม 100 % ในส่วนของ 80 % นั้น เป็นส่วนที่เด็กควรจะมุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำอย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องของการเรียนและกิจกรรมอื่น ๆ ขณะที่ 20 % ที่เหลือนั้นคือการใส่ใจและให้ความสำคัญกับตนเอง เพื่อให้ร่างกายได้รับการพักผ่อนจากความเหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน

2. กฎของพาร์กินสัน (Parkinson’s Law)

โดยเนื้อหาใจความกฎของพาร์กินสัน คือกฎที่ว่าด้วยเรื่องของงานที่จะขยายเวลาออกไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงกำหนดเสร็จ หรือจะอธิบายได้สั้น ๆ และเข้าใจอย่างง่าย ๆ ว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็แล้วแต่ไม่ว่าจะเรื่องของการงาน การเรียน หรืออะไรก็แล้วแต่ ตามปกติแล้วมนุษย์เรามักจะมีความชะล่าใจอยู่เสมอ ยกตัวอย่างเช่น มีกำหนดงานต้องส่งภายในอาทิตย์นี้ แต่กลับชะล่าใจจนต้องไปเร่งทำเอาในวันสุดท้าย

แต่พฤติกรรมแบบนี้สามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ โดยควรที่จะปลูกฝังให้ตั้งแต่ยังเด็ก ให้เด็กรู้จักรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ ให้เด็กมีกระบวนการคิด และขั้นตอนในการทำแต่ละอย่างที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นระบบ ซึ่งหากเด็กทำได้ จะทำให้เขาโตไปในวันข้างหน้าและสามารถจัดการกับทุก ๆ เรื่องในชีวิตได้อย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพมาก ๆ

3. มีระบบในการใช้ชีวิต

แน่นอนว่าการจัดสรรชีวิตให้มีระบบแบบแผน จะช่วยให้เด็กทำในสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การทำทุกอย่างแบบมีระบบและเตรียมความพร้อมที่ดี จะช่วยเขาจำแนกและตอบสนองกับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว

4. รู้จักการให้ โดยไม่หวังผลตอบแทน

การทำความดี ทำในสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ทั้งต่อตัวเองและส่วนรวม โดยไม่หวังผลตอบแทน ถือเป็นการให้ที่มาจากใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ล้ำค่าอย่างมากที่คนทุกคนพึงมี การปลูกฝังให้เด็กรู้จักการให้นี้ จะทำให้เด็กมีนิสัยที่ไม่ชอบการเอารัดเอาเปรียบ แถมยังทำให้เด็กมีจิตใจที่ดี เป็นมิตรกับทุก ๆ คนอีกด้วย

5. มีความกระตือรือร้น

การมีความกระตือรือร้นจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านการเรียนรู้ เกิดการขวนขวายหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ ซึ่งเมื่อเด็กทำได้จนเป็นนิสัย จะทำให้เด็กมีความรอบรู้ รู้ทันผู้คน และสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกของความยุ่งยากวุ่นวายได้อย่างสบาย ๆ

6. เรียนรู้ในข้อผิดพลาดแล้วนำไปแก้ไข

เมื่อใดก็ตามที่เด็กทำความผิด นอกจากจะต้องว่ากล่าวตักเตือนแล้ว ยังควรที่จะสอนให้เด็กรู้จักเรียนรู้ในความผิดนั้น ๆ และนำไปแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดความผิดขึ้นอีก วิธีนี้จะทำให้เด็กเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และจะจำไว้ใช้เมื่อเขาเติบโตมากขึ้น

7. อย่าให้เด็กมั่นใจตัวเองมากเกินไป

การที่เด็กมีความมั่นใจในตัวเองถือเป็นเรื่องที่ดี ทำให้เด็กมีความกล้าแสดงออก และกล้าเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมั่นใจ แต่หากเด็กมีมากจนเกินไป อาจจะทำให้กลายเป็นคนที่ยึดความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ไม่ค่อยฟังใคร ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อตัวเด็กอย่างมาก

8. สร้างความเป็นมิตรกับผู้อื่น

การให้เด็กได้พบปะกับเพื่อน ๆ หรือผู้คนมากมายถือเป็นเรื่องดีที่จะทำให้เด็กมีความกล้าแสดงออก ทั้งนี้ทั้งนั้นการเจอผู้คนมากมายนี้ เด็กเองก็ควรที่จะมีความเป็นมิตรกับผู้อื่นด้วยเช่นกัน เพราะนั่นถือเป็นปัจจัยขั้นพื้นฐานของการมีมารยาททางสังคม อย่างหนึ่งอีกด้วย

9. เรียนรู้ข้อดีของตัวเอง

การได้รู้ข้อดีของตัวเอง จะมีประโยชน์อย่างมากในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาในชีวิต แถมยังสามารถพัฒนาตัวเองให้ดีมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

10. มีทัศนคติที่ดี

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม หากมีทัศนคติต่อสิ่งนั้น ๆ ในด้านที่ดีแล้ว ก็จะส่งผลดี ๆ ต่อชีวิตเช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการกระทำ สภาพจิตใจ หรือความรู้สึกนึกคิด ที่จะเป็นไปในแง่บวกมากยิ่งขึ้น

11. มีความกตัญญู

ถือเป็นเรื่องที่ควรทำให้ติดเป็นนิสัยไปตลอดชีวิต เพราะความกตัญญูเป็นสิ่งที่ดี เป็นการตระหนักให้รู้ถึงบุญคุณของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพ่อแม่ด้วยแล้ว การมีความกตัญญูถือเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ๆ

12. ไม่เปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น

สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กมีความคิดแบบนั้น เพราะนั่นจะทำให้เด็กไม่มีความมั่นใจในตัวเอง และจะทำให้เขาไม่กล้าที่จะแสดงออกซึ่งความรู้สึกของตัวเขา ให้ผู้อื่นได้รับรู้เลย

13. คิดมาก เป็นกังวล… ไม่ดี ๆ

เมื่อใดก็ตามที่เด็กรู้สึกกดดันกับเรื่องใดมาก ๆ เข้า ก็จะทำให้เขาเกิดความรู้สึกกลัวและคิดไปต่าง ๆ นานา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นจริงเหมือนอย่างที่เขาคิดก็เป็นได้ ดังนั้นควรสอนให้เด็กรู้จักผ่อนคลาย หรือรู้จักปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ แทนการคิดไปเองอยู่ฝ่ายเดียวจะดียิ่งกว่า

14. อย่าเครียดมากเกินไป

คุณรู้หรือไม่ว่าเด็ก ๆ ก็เกิดความเครียดได้ไม่แพ้ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ เหมือนกัน ฉะนั้นแล้วคอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด เมื่อใดที่เขาเงียบ ๆ ไป หรือสังเกตุได้ถึงความผิดปกติ ก็ควรที่จะพูดคุยกับเขา เพราะหากเครียดมากเกินไป อาจจะทำให้เขานึกตัดสินใจทำในสิ่งที่ผิด ๆ ได้

15. ฝึกการเขียนไดอารี่

การฝึกเขียนไดอารี่เอาไว้ จะทำให้เด็กได้มองย้อนกลับหลังไปว่า ตัวเขาได้ทำอะไรมาบ้าง หรือมีเรื่องใดบ้างที่ตัวเขาควรจะนำมาปรับปรุงตัวเอง ซึ่งนั่นจะทำให้เด็กใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างมีแบบแผน และมีประสิทธิภาพ

16. มีโอกาสให้รีบไขว่คว้า

เด็กบางคนมีความสามารถที่แตกต่างกันออกไป เช่นบางคนอาจจะเก่งในเรื่องการวาดภาพ บางคนเก่งเรื่องกีฬา บางคนเก่งเรื่องเรียน ฯลฯ ฉะนั้นแล้ว หากตัวเขาได้มีโอกาสได้ลองทำตามสิ่งที่เขาถนัดแล้ว ก็ควรส่งเสริม ผลักดัน ให้เขาคว้าโอกาสนั้น ๆ ไว้ เพราะโอกาสไม่ได้มีเข้ามาบ่อย ๆ

ทุกข้อที่ได้กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ควรปลูกฝังให้เด็ก ๆ มีนิสัยและพฤติกรรมเหล่านี้ เพราะจะเป็นประโยชน์กับตัวเด็กอย่างมาก ดีไม่ดี อาจจะเป็นข้อดีต่อตัวของผู้ใหญ่ด้วยเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : http://baby.kapook.com/