Design

MODERN FARMHOUSE บ้านไม้กลางฟาร์ม

// บ้านไม่ใช่แค่ที่พักอาศัย
แต่ยังเป็นเหมือนกล่องบรรจุความทรงจําของคนในครอบครัวท่ีไม่มีวันเต็ม //

   ถ้าพูดชื่อเมืองอะสึงิ จังหวัดคะนะกะวะ หลายคนคงขมวดคิ้ว เพราะช่ืออาจไม่คุ้นหูนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เคยไปเยือนญี่ปุ่นมากนัก แม้จะไม่ได้เป็นเมืองที่มีสถานที่ท่องเท่ียวมากมายเมื่อเทียบกับที่อื่นๆ แต่ที่นี่คือสถานที่ตั้งสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาถึง 6 สถาบัน และหนึ่งในน้ันคือ Tokyo University of Agriculture Botanical Garden ฉะน้ันจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทําไมเมืองอะสึงิจึงเต็มไปด้วยแปลงเกษตรกรรมท้ังสองฝั่งถนน ทั้งนี้ใช่ว่าจะได้เห็นแต่บ้านชนบทปลูกสร้างด้วยไม้หรือมีเตาทำอาหารอยู่กลางบ้าน เพราะเราจะพาคุณมาเยี่ยมเยือน “บ้านกลางฟาร์ม” รูปทรงทันสมัย ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางแปลงเกษตรได้อย่างกลมกลืนน่าอัศจรรย์

modern-farmhouse-01

   เมื่อมองไปยังปลายสุดของแปลงเกษตรของครอบครัวกิกคาวะ จะพบกับบ้านรูปทรงเรียบง่ายตั้งโดดเด่นอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังดูอ่อนน้อมถ่อมตนในแบบฉบับของญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งเกิดจากคุณมาซาชิ กิกคาวะ ลูกชายที่ควบตำแหน่งสถาปนิก และคุณอิเคดะ ฮิซาชิ ตั้งใจอยากสร้างบ้านหลังนี้ให้คุณพ่อและคุณแม่วัยเกษียณทั้งสองท่านได้อยู่อย่างมีความสุข ไปพร้อมๆ กับการทำเกษตรที่ท่านรัก

รอบบ้านมีแปลงเกษตรและโรงเรือน สําหรับปลูกพืขหมุนเวียนตามฤดูกาล

รอบบ้านมีแปลงเกษตรและโรงเรือน สําหรับปลูกพืขหมุนเวียนตามฤดูกาล

เจ้าขงอบ้านตัวจริง คือคุณพ่อของคุณมาซาชิ กิกคาวะ ผู้รักการทําเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ พืชผักรอบ ๆ ท่านมักปลูกสลับหมุนเวียน กันไปตามฤดูกาล ส่วนผลไม้ที่ชอบปลูก มากที่สุดก็คือองุ่นซึ่งปลูกในโรงเรือนใกล้ ๆ

เจ้าของบ้านตัวจริง คือคุณพ่อของคุณมาซาชิ กิกคาวะ ผู้รักการทําเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ พืชผักรอบ ๆ ท่านมักปลูกสลับหมุนเวียน กันไปตามฤดูกาล ส่วนผลไม้ที่ชอบปลูก มากที่สุดก็คือองุ่นซึ่งปลูกในโรงเรือนใกล้ ๆ

  คุณมาซาชิเล่าจุดเริ่มต้นให้เราฟังว่า บ้านหลังนี้สร้างบนที่ดินเดิมของครอบครัวที่มีอาชีพทำการเกษตรโดยย้ายมาจากบ้านหลังเก่าที่เคยอยู่ติดถนนหลัก มีเสียงรบกวนตลอดเวลา เมื่อคุณพ่อเกษียณจึงอยากออกแบบบ้านหลังนี้ขึ้นใหม่ เนื่องจากตัวเองมีความคุ้นเคยกับที่ดิน รู้อุปนิสัย รวมไปถึงความต้องการของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างดี การออกแบบบ้านหลังนี้จึงเป็นไปอย่างราบรื่น โดยคํานึงถึงความต้องการของคุณพ่อเป็นหลัก เช่น ต้องการให้บ้านหลังนี้เหมาะแก่การพักผ่อนจริงๆ แต่ยังสามารถรองรับการจัดปาร์ตี้ในโอกาสสำคัญได้ รวมถึงการตกแต่งภายในต้องเป็นสไตล์ญี่ปุ่น แม้ภายนอกจะเป็นแบบโมเดิร์นก็ตาม โดยให้ทั้งสองสไตล์ไปด้วยกันได้อย่างเหมาะสม และต้องรู้สึกอยู่สบายเป็นสำคัญ แต่ถึงอย่างนั้น กว่าจะออกมา เนี้ยบทุกรายละเอียดแบบนี้ ผู้ออกแบบต้องใช้เวลาออกแบบนานถึง 10 เดือน และก่อสร้างอีก 6 เดือนจึงแล้วเสร็จ

   ส่วนรูปทรงของบ้าน เนื่องจากต้องการให้ดูเรียบง่าย ภายในโปร่งโล่ง และที่สำคัญ ฝ้าเพดานต้องสูง แปลนจึงออกมาเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดาดูคล้ายห้องขนาดใหญ่ แต่ละห้องมีพาร์ทิชันสามารถสไลด์เปิด-ปิดได้ เผื่อบางเวลาต้องการแบ่งพื้นที่เพื่อความเป็นสัดส่วนชัดเจน อีกทั้งยังช่วยเชื่อมบ้านกับธรรมชาติ รวมไปถึงแปลงเกษตรท่ีอยู่รายล้อม นอกจากน้ีผู้ออกแบบยังต้ังใจดีไซน์หน้าต่างบานใหญ่ให้อยู่ทางทิศใต้เพื่อเปิดรับลมเย็น นําความอบอุ่นจากแสงอาทิตย์เข้าสู่ตัวบ้านยามฤดูหนาวมาเยือน

ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารตกแต่งด้วยไอส์แลนด์คิตเช่น และเคาน์เตอร์ครัวสีขาวเช่นเดียวกับผนังบ้าน บริเวณเหนือเคาน์เตอร์ครัวติดกระจกบานเลื่อนไว้สําหรับมองวิว โดยเฉพาะสวนซากรุ ะในฤดูใบไม้ผลิที่จะอวดดอกสีชมพูสะพรั่งไปทั้งภูเขาที่อยู่หลังบ้าน

ห้องครัวและพื้นที่รับประทานอาหารตกแต่งด้วยไอส์แลนด์คิตเช่น และเคาน์เตอร์ครัวสีขาวเช่นเดียวกับผนังบ้าน บริเวณเหนือเคาน์เตอร์ครัวติดกระจกบานเลื่อนไว้สําหรับมองวิว โดยเฉพาะสวนซากรุ ะในฤดูใบไม้ผลิที่จะอวดดอกสีชมพูสะพรั่งไปทั้งภูเขาที่อยู่หลังบ้าน

พื้นที่ห้องนั่งเล่นตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโซฟาไม้ชนิดสามท่ีนั่ง วางเบาะผ้าสีเขียวขี้ม้า ชั้นวางโทรทัศน์ทำแบบบิลท์อินสูงจรดฝ้าเพดาน แบ่งเป็นช่องสําหรับวางของและเก็บหนังสือท่ีสะสมไว้ หลังช้ันวางออกแบบให้มีบันไดเล็ก ๆ สําหรับใช้ข้ึนช้ันสองหรือห้องใต้หลังคาท่ีมีไว้ทํางานอดิเรกอย่างการเล่นดนตรี

พื้นที่ห้องนั่งเล่นตกแต่งอย่างเรียบง่ายด้วยโซฟาไม้ชนิดสามท่ีนั่ง วางเบาะผ้าสีเขียวขี้ม้า ชั้นวางโทรทัศน์ทำแบบบิลท์อินสูงจรดฝ้าเพดาน แบ่งเป็นช่องสําหรับวางของและเก็บหนังสือท่ีสะสมไว้ หลังช้ันวางออกแบบให้มีบันไดเล็ก ๆ สําหรับใช้ข้ึนช้ันสองหรือห้องใต้หลังคาท่ีมีไว้ทํางานอดิเรกอย่างการเล่นดนตรี

พื้นที่ชั้นสองหรือห้องใต้หลังคา เป็นห้องสําหรับทํางานและเล่น ดนตรีเพื่อความผ่อนคลาย

พื้นที่ชั้นสองหรือห้องใต้หลังคา เป็นห้องสําหรับทํางานและเล่น ดนตรีเพื่อความผ่อนคลาย

 เมื่อเราถามถึงโครงบ้านว่ามีอะไรซับซ้อนหรือไม่ ทางผู้ออกแบบเล่าเพิ่มเติมว่าบ้านหลังนี้ใช้โครงสร้างที่มีรูปแบบเรียบง่าย ไม่ได้ใช้เทคนิคใดๆ ให้ยุ่งยาก แต่ถ้าจะให้พูดถึงเรื่องความพิเศษจริงๆ ก็น่าจะเป็นการใช้ช่างท้องถิ่นที่มีความชํานาญเรื่องโครงสร้างไม้มาช่วยดูแลเรื่องการก่อสร้างให้ เนื่องจากโครงสร้างเหล็กที่ญี่ปุ่นนั้นแพง จึงจำเป็นต้องใช้ไม้แทน นอกจากนี้ แม้บ้านจะเป็นแบบโมเดิร์น แต่ก็ยังคงดึงเอกลักษณ์แบบบ้านญี่ปุ่นมาใช้ เห็นได้จากประตูสไลด์ ขนาด 90×180 เซนติเมตร รางประตูไม้ด้านบนเรียก “คาโมอิ” ส่วนด้านล่างเรียก”ชิกิอิ” เหตุผลที่เลือกเป็นประตูสไลด์ เพราะสามารถเชื่อมพื้นที่ต่างๆ ถึงกันได้ง่าย ทั้งยังนำกระดาษหรือท่ีเรียกว่า โชจิ (Shoji) มาใช้กรุบานประตู อย่างที่มีให้เห็นทั่วไปในบ้านดั้งเดิมของชาวญี่ปุ่น

บ้านญี่ปุ่นสมัยก่อนมักมีด้านหน่ึง ของบ้านที่เป็นผนังทึบทําจากไม้กระดานแนวตั้ง เรียกว่า "ฮาเมอิตาบาริ" แต่ปัจจุบัน ผู้ออกแบบดัดแปลงมาใช้เมทัลชีตสีดํา แทน ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้สีดําก็เพื่อให้ ผนังมีสีตัดกันกับฉากหลังสีเขียวสดจากแมกไม้ในสวนรอบบ้าน

บ้านญี่ปุ่นสมัยก่อนมักมีด้านหน่ึง ของบ้านที่เป็นผนังทึบทําจากไม้กระดานแนวตั้ง เรียกว่า “ฮาเมอิตาบาริ” แต่ปัจจุบัน ผู้ออกแบบดัดแปลงมาใช้เมทัลชีตสีดําแทน ส่วนเหตุผลที่เลือกใช้สีดําก็เพื่อให้ผนังมีสีตัดกันกับฉากหลังสีเขียวสดจากแมกไม้ในสวนรอบบ้าน

บานเลื่อนโชจิเปิดได้ออกจนสุดทั้งสองด้าน โดยทำผนังด้านข้างสำหรับเก็บบานเลื่อนกระดาษได้อย่างมิดชิด

บานเลื่อนโชจิเปิดได้ออกจนสุดทั้งสองด้าน โดยทำผนังด้านข้างสำหรับเก็บบานเลื่อนกระดาษได้อย่างมิดชิด

ห้องแบบญี่ปุ่นสําหรับใช้พักผ่อน ผู้ออกแบบดีไซน์ให้ผนังทั้งสอง ด้านสามารถเลื่อนเปิด - ปิดได้จน สุดเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ถึงกัน ช่วย ให้บ้านดูโปร่งโล่งขึ้น

ห้องแบบญี่ปุ่นสําหรับใช้พักผ่อน ผู้ออกแบบดีไซน์ให้ผนังทั้งสองด้านสามารถเลื่อนเปิด – ปิดได้จนสุดเพื่อเชื่อมต่อพื้นที่ถึงกัน ช่วยให้บ้านดูโปร่งโล่งขึ้น

modern-farmhouse-14

  สำหรับความท้าทายในการออกแบบบ้านหลังนี้ คุณมาซาชิเล่าว่า เป็นเรื่องยากอยู่ทีเดียวว่าจะทำอย่างไรให้บ้านออกมาเรียบง่ายมากที่สุด โดยยังคงสัดส่วนที่สวยงาม และดีเทลการออกแบบที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของทุกคนในบ้าน รวมไปถึงสภาพแวดล้อมรอบๆ จนเมื่อบ้านสร้างเสร็จ และได้เห็นคุณพ่อชื่นชอบห้องนั่งเล่นเป็นพิเศษ เพราะท่านสามารถใช้เวลาจากมุมนี้ ชื่นชมสวนสวยๆ ได้ในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนก็เงียบสงบ เรียกว่าสามารถอยู่ที่ห้องนั่งเล่นได้ทั้งวัน ในฐานะของผู้ออกแบบจึงถือว่าบ้านหลังนี้เป็นความสำเร็จทั้งในเรื่องของการทํางานและคุณค่าทางจิตใจอย่างแท้จริง อย่างคำโบราณที่ว่า “ปลูกเรือนตามใจผู้อยู่” แต่ปัจจุบันแค่ปลูกบ้านตามใจผู้อยู่เห็นจะไม่พอ เพราะนอกจากผู้อยู่จะ “ถูกใจ” แล้ว ความ “สุขใจ” ที่ได้อยู่บ้านก็สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ความชอบในเรื่องของการถ่ายภาพถูกถ่ายทอดจากรุ่นพ่อถึงรุ่นลูกได้โดยไม่มีเรื่องของยุคสมัยมาขวางกั้น

ความชอบในเรื่องของการถ่ายภาพถูกถ่ายทอดจากรุ่นพ่อถึงรุ่นลูกได้โดยไม่มีเรื่องของยุคสมัยมาขวางกั้น

modern-farmhouse-13

modern-farmhouse-12

modern-farmhouse-11

ขอบคุณ :
เจ้าของ : ครอบครัวกิกคาวะ
ออกแบบ : คุณมาซาชิ กิกคาวะ และคุณอิเคดะ ฮิซาชิ , www.ikd-a.com,kikkawa_architects.jp
เรื่อง : Ektida N.
ภาพ : จิระศักดิ์, นันทิยา
คอลัมน์ : room to room
room magazine : April 2016 No.158

http://www.roommag.com/home-ideas-1/11046/modern-farmhouse/

Marcus Beach House by Bark Architects

Bark Architects designed the Marcus Beach House, located on the Sunshine Coast of Queensland, Australia.

mb_110914_03

mb_110914_02

mb_110914_04

mb_110914_07

mb_110914_08

mb_110914_09

mb_110914_12

mb_110914_13

mb_110914_14

mb_110914_15

mb_110914_16

Project description

The Marcus Beach house celebrates a natural, coastal setting providing its occupants with an inextricable relationship to the landscape and sensitive surrounding environment. The dwelling explores lightness, filtering natural breezes, layers of transparency and integrating indoor / outdoor spaces within dynamic patterns of light and shadow, being a simple frame to enable a contemporary sustainable lifestyle to unfold.

Whilst feeling like a ‘beach house’ sited 250 meters away from Marcus Beach, the basic ‘pavilion’ plan was sketched out in the sand during an early site visit: a simple diagram of two pavilions placed either side of a venerable 100 year old Morton Bay Ash that takes centre stage to the scale, proportions and life of the house around it. The pavilions sit lightly on the site and are linked by a transparent bridge in an arrangement that opens all the spaces to the light, breeze and garden views of the north. The garden is protected by a perimeter wall wrapped in endemic vines providing an acoustic ‘green’ buffer to a nearby busy road.

On approach from the street, the sloping terrain naturally guides an axial timber boardwalk under a simple timber pergola structure arriving in the courtyard opposite the Morton Bay Ash. The main pavilion to the west accommodates living spaces focused around a double height deck space overlooking the swimming pool and northern garden. The Master Bedroom suite is accessed via a polycarbonate clad stair tower that is by day a contemplative space and by night, a lantern. The Morton Bay Ash casts shadows onto the polycarbonate further animating the edges of the courtyard and bringing the landscape inside the house. The recent additions of a study ‘pop out,’ enclosed passage link below the bridge, Laundry and Powder room further animate the edges of the courtyard space whilst responding to the needs of its new occupants.

The house is open and light and possesses simple sustainable design principles to passively defend the occupants from the elements. Windows and doors are strategically positioned to capture the prevailing breezes whilst roof overhangs are generous protecting the house from direct summer sunlight. Air conditioning has not been installed in the Marcus Beach House nor is it desired. Artificial lighting is kept to a minimum due to the generous amount and position of glazing, particularly facing north. The roof over the Master Bedroom pavilion rises to the north providing a band of high level, operable, clerestory glazing capturing daylight and allowing any warm air to escape, setting up an effective ‘stack effect’ natural cooling process.

The connection between the deck and living spaces is dynamic and direct. As the heart of the house, the covered double height outdoor room is actively used all year round as dappled sunlight is filtered through a timber batten screen hung below the roof structure. Indoor and outdoor realms are connected through an interlocking series of alcoves and nooks like a low edge deck seat and reading nook pop-out located off the stair landing. The courtyard and Morton Bay Ash are a focal point in which almost all rooms within the dwelling enjoy a connection.

THANK YOU & READ MORE  :  http://www.contemporist.com/2014/09/11/marcus-beach-house-by-bark-architects/

Skyline Residence by Nathan Good Architects

Architect: Nathan Good Architects PC | Nathan Good, AIA, IIDA, LEED AP, Lydia Peters, AIA, Forrest Good

Interior Designers:Nathan Good Architects PC (space planning and interior finishes) and Karol Niemi Associates (kitchen & cabinetry design)

Landscape Designer: Cynthia Woodyard

Photography by Jeremy Bittermann

Nathan Good Architects have designed a contemporary family home in Portland, Oregon.

sr_200814_05

sr_200814_01

sr_200814_03

sr_200814_04

sr_200814_06

sr_200814_08

sr_200814_09

sr_200814_11

sr_200814_12

sr_200814_13

 

 

From the architects

The 1.7 acre site is relatively level and within a mile of downtown Portland. The home was positioned at the far north side of the lot to reduce the impact of noise from the Skyline Boulevard, optimize the daylighting of the sun’s path, and facilitate views from the interior of the home to the yard.

Notable Features:
a) A well-appointed contemporary home that is certified green (LEED Platinum)
b) The home is designed for an abundance of natural light in a climate dominated by overcast skies
c) The residence is on the path towards being net-zero-energy in that it is engineered to generate as much solar-electric energy on-site as the home consumes annually.

Owners:
The clients are middle-aged with active lives that revolve about their three children. Both parents required a home office. A small home gym reduces travel time to the health club. An acoustically isolated game room accommodates their children and their friends on the lowest level to the home. They actively support the publication of their home yet ask to remain anonymous.

Layout of the Home:
4,200 square feet of conditioned space distributed over three levels, completed in 2012

Main Level: entry hall, great room (kitchen dining, living), pantry, master bedroom, utility room, ½ bath, garage
Upper Level: 3 bedrooms and 3 bathrooms
Lower Level: game room, exercise room, ½ bath, mechanical and storage

The home was designed with an elongated floor plan in the east-west direction to maximize exposure to sunlight and visual connectivity to the yard. A plaster-clad curved wall serves as the organizational element in the home. Social areas to the home are located along the southern edges with private and utilitarian spaces located across the northern side of the home. The home is stacked in three levels to minimize the building footprint on the site and keep enable all rooms to have excellent access to views and daylight.

Materials
Most of the materials for the home came from within a 500-mile radius. All of the stone, composite counters and tile were produced and shipped from the US. The only know materials that were imported from outside the US include the heating and ventilation equipment, various electrical components, many of the lighting fixtures, and most of the appliances. Some of the materials used in the construction of the home were salvaged from the previous home: timber beams, concrete foundations pulverized for road base, and 2x-framing lumber. All of the remaining wood framing for the home is FSC-certified. The FSC-certified madrone flooring was locally sourced.

Water
Water efficiency goals led to low-flow plumbing fixtures and dual-flush toilets. All of the stormwater for the property is managed on-site with a ninety-foot long bio-swale that leads to a retention pond at the SW corner of the property. The only part of the site with non-porous paving is the concrete pad outside the garage and a small area at the entry. A grass lawn is one indulgence of water in an otherwise drought-tolerant landscape. A rainwater harvesting system has been designed and engineered for the home, yet has not yet been installed. The green roofs are scheduled for installation in the spring of 2013. All of the wastewater for the home is managed on the property with an engineered septic system.

Thank You & Read More  :  http://www.contemporist.com/2014/08/20/skyline-residence-by-nathan-good-architects/

บ้านสองชั้นสวยๆ ธรรมชาติ งดงามกลางแมกไม้สีเขียว

“เห็นบ้านนี้แล้วต้องบอกเลยว่า เหมาะแก่การไปสร้างไว้ตามต่างจังหวัด ริมเนินเขา ไว้สำหรับเป็นบ้านพักตากอากาศจริงๆ ด้วยรูปทรงที่เรียบง่าย แฝงไปด้วยความงาม ตามมาดู”

Architects:Beto Figueiredo, Luiz Eduardo Almeida

Photographs:André Nazareth

Source:casa.abril.com.br

Architects: Beto Figueiredo | Luiz Eduardo Almeida

Photographs: André Nazareth

แบบบ้านสไตล์ลูกทุ่งๆ แต่แฝงไปด้วยความโมเดิร์นหลังนี้ ซ่อนตัวอยู่ในป่าทึบของประเทศบราซิล ตั้งอยู่บนพื้นที่ขนาดกว้างใหญ่ไพศาลที่มีมากกว่า 9,000 ตารางเมตร แต่ตัวบ้านกลับถูกได้รับการออกแบบให้เต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นพื้นที่ใช้สอย 597 ตร.ม. กับแรงบันดาลจากใจอันสดใสที่รับจากธรรมชาติ สะท้อนผ่านงานศิลปะท้องถิ่น สอดแทรกความสะดวกสบายตามสไตล์โมเดิร์นไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน

Architects: Beto Figueiredo | Luiz Eduardo Almeida

Photographs: André Nazareth

ตัวบ้านถูกออกแบบไว้อย่างเรียบง่ายเข้าถึงความเงียบสงบของธรรมชาติโดยสถาปนิก Beto Figueiredo และ  Luiz Eduardo Almeida  ตัวอาคารเป็นบ้านไม้ผสมปูนสองชั้น เห็นได้ว่าตัวบ้านแทบจะไม่มีกำแพงกั้นได้อารมณ์แบบสมบูรณ์แบบตามแบบบ้านพักตากอากาศจริงๆ และยังมีศาลานั่งเล่นริมน้ำไว้ให้เพลิดเพลินอีกด้วย
การตกแต่งภายในเต็มไปด้วยสีสันและรายละเอียดงดงามของศิลปะพื้นเมือง ห้องนั่งเล่นเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ด้านนอกด้านประตูกระจกบานเลื่อนกรอบไม้ เพดานโชว์ไม้สีเข้ม โซฟาสีแดงสดใสวางคู่กับหมอนอิงลายสวย โต๊ะกาแฟไม้โบราณ เฟอร์นิเจอร์ทุกๆชิ้นดูลงตัวเข้ากันไปหมด
ห้องครัวขนาดเล็กอยู่ในมุมพอดี ติดกับห้องอาหารและห้องนั่งเล่น เคาน์เตอร์ครัวไม้มะฮอกกานีชิดริมผนังและหน้าต่าง ท็ํอปเซรามิกสีขาว ด้านบนมีโคมไฟห้อยลงมาให้แสงสว่าง ส่วนให้ห้องอาหาร วางโต๊ะและม้านั่งยาวเข้าชุด ปูด้วยผ้าคลุมโต๊ะธีมด้วยกับห้องนั่งเล่น

Architects: Beto Figueiredo | Luiz Eduardo Almeida

Photographs: André Nazareth

ระเบียงไม้ยาวมีไว้รอบตัวบ้าน เชื่อมไปยังสระว่ายน้ำ สปาแสนผ่อนคลาย

Architects: Beto Figueiredo | Luiz Eduardo Almeida

Photographs: André Nazareth

สวนสวยรายล้อมตัวบ้าน มีระเบียงนั่งเล่นริมน้ำ

Architects: Beto Figueiredo | Luiz Eduardo Almeida

Photographs: André Nazareth

 

นวัตกรรมเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

“การออกแบบที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึงสิ่งแวลล้อม และลดการใช้พลังงาน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การวางผังที่คำนึงถึงทิศทางแดดและลม รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อบ้านประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง”

ด้วยสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน  ทำให้หลายๆ คนหันมาห่วงใยและใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงมีแนวคิดที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่าที่สุด มาพบกับคำตอบของนวัตกรรมเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน(ในงานสถาปนิก’58) ที่จะช่วยให้การบริหารจัดการการใช้พลังงานภายในบ้านเกิดประโยชน์สูงสุด และยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

The Nest สัมผัสกับบ้าน Energy Plus หลังแรกในอาเซียน ผ่าน Multimedia ที่เสมือนจริง ที่ออกแบบบ้านให้สอดคล้องและสามารถใช้ประโยชน์ได้สูงสุดจากสภาพภูมิอากาศ สามารถผลิตไฟฟ้าได้เองมากกว่าปริมาณที่ใช้ พร้อมด้วยระบบ Backup Power System ที่ช่วยให้บ้านยังคงมีไฟฟ้าใช้ตามจุดที่สำคัญในขณะที่ไฟฟ้าดับ นอกจากนี้ยังมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ อาทิเช่น ระบบการระบายอากาศ ระบบป้องกันความร้อน ระบบสร้างอากาศหมุนเวียน และการนำแสงธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ รวมถึงการจัดการการใช้น้ำภายในบ้านให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งการนำกลับมาใช้ใหม่และการนำน้ำฝนและน้ำจาก Condensing Unit ของเครื่องปรับอากาศมาใช้ ทำให้ The Nest เป็นบ้านต้นแบบในการประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อการอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน
SolarECO System ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา บริการครบวงจรตั้งแต่การให้คำปรึกษา สำรวจ ออกแบบ ประเมินราคา ยื่นขออนุญาต ติดตั้ง และการบริการหลังการขาย มั่นใจด้วย SolarFIX นวัตกรรมการยึดแผงโซลาร์เซลล์แบบใหม่ ที่คิดค้นและพัฒนาให้สามารถติดตั้งโดยไม่ต้องสอดงัดหรือเจาะกระเบื้องที่หน้างาน จึงป้องกันปัญหาการรั่วซึมจากการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ  พร้อมทั้งระบบสำรองไฟ (Green Power Plug) เพื่อใช้ภายในบ้านเมื่อไฟฟ้าดับหรือไฟตก และระบบขายไฟคืนรัฐบาลที่ให้ผลตอบแทนการลงทุนสูง นานถึง 25 ปี

SolarEco ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา ที่ให้บริการแบบครบวงจร โดยทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก SCG

บ้าน The Nest ใช้ระบบ Active Air Flow ช่วยลดความอบอ้าวในตอนกลางวัน อุณหภูมิเย็นเร็วขึ้นในตอนกลางคืน และช่วยให้คุณภาพอากาศภายในบ้านดี

เรื่อง: SCG Experience

นวัตกรรมเพื่อบ้านประหยัดพลังงาน
ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การออกแบบที่อยู่อาศัยโดยคำนึงถึงสิ่งแวลล้อม และลดการใช้พลังงาน ตั้งแต่กระบวนการออกแบบ การวางผังที่คำนึงถึงทิศทางแดดและลม รวมไปถึงการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าที่สุด เพื่อบ้านประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

บ้าน The Nest ผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ ได้ไฟฟ้ามากกว่าปริมาณที่ใช้ จึงเป็นบ้าน Energy Plus หลังแรกในอาเซียน

บ้าน The Nest ตอบโจทย์เทรนด์ที่อยู่อาศัยในอนาคต เพื่อความเป็นอยู่ที่ยั่งยืน

Active AIRflow™ System กลไกการถ่ายเทอากาศและระบายความร้อนภายในตัวบ้านและโถงหลังคา สร้างคุณภาพอากาศที่ดีและความสบายในการอยู่อาศัย ลดการสะสมเชื้อโรค ความอับชื้นภายในบ้าน รวมทั้งลดความเสี่ยงในการเกิดอาการภูมิแพ้ นอกจากนี้ ระบบยังช่วยให้ประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องปรับอากาศดีขึ้นจากอุณหภูมิห้องที่เย็นเร็วขึ้น จึงช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของเครื่องปรับอากาศ อีกทั้ง ระบบนี้ยังใช้พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์เป็นพลังงานหลักจึงไม่สิ้นเปลืองการใช้ไฟฟ้า

WINDSOR Soffit System ระบบฝ้าชายคาวินด์เซอร์ นวัตกรรมใหม่สำหรับการระบายอากาศและลดความร้อนใต้ชายคา ที่ออกแบบให้มีรูระบายอากาศในตัวและไม่มีช่องระหว่างแผ่นฝ้า จึงไม่ต้องติดมุ้งกันแมลง และด้วยคุณสมบัติของวัสดุที่เป็นไวนิลสูตรพิเศษจึงทนต่อแสงแดด รังสี UV ความชื้นจากฝน และสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ด้วยแนวคิดที่ออกแบบมาเป็นระบบ จึงทำให้ติดตั้งง่าย และสามารถมั่นใจในคุณภาพจากการรับรองประสิทธิภาพการระบายอากาศจากศูนย์วิจัยทางอาคาร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

พบกับนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์เพื่อบ้านประหยัดพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หรือปรึกษาสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำมาปรับใช้กับบ้านของคุณ ได้ที่นี่

พบกับนวัตกรรมจาก SCG Living Tech  ได้ที่บูธ SCG ในงานสถาปนิก’59 อาคารชาแลนเจอร์ฮอล์ 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี วันที่ 26 เม.ย. – 1 พ.ค. เวลา 11.00 – 21.00 น.

ลงทะเบียนออนไลน์ เพื่อรับ Home Inspiration Book พร้อมโปรโมชั่นพิเศษ > ที่นี่

WINDSOR Soffit System ฝ้าชายคาที่ไม่ต้องติดมุ้งกันแมลง

ขอบคุณ : http://www.scgbuildingmaterials.com/th/LivingIdea/NewBuild/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81.aspx

 

REALITY DREAM BUSINESS – รวมธุรกิจในฝันขนาดย่อม

By  :  สุวิทย์ วงศ์รุจิราวาณิชย์, พลอย มัลลิกะมาส

ในช่วง 5-8 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจโรงแรมขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับแขกได้มากกว่า 100-200 ห้องเริ่มชะลอตัว ในขณะที่ “บูติกโฮเต็ล” ที่มีห้องพักเพียงแค่หลักสิบ (หรือน้อยกว่า) กลับมีอัตราการขยายตัวที่เพิ่มสูงขึ้นมาก เสน่ห์ดึงดูดใจของ “บูติกโฮเต็ล” เหล่านี้อยู่ที่การออกแบบสร้างสรรค์ “บรรยากาศ” ภายในให้มีเอกลักษณ์เฉพาะ (ไม่ได้เน้นแค่เพียงความสวยงาม แต่ต้องตอบโจทย์ความต้องการเชิง “Lifestyle” ของแขกที่มาพักด้วย)

แต่ใช่ว่าธุรกิจนี้จะเป็นอะไรที่ใหม่เอี่ยมอ่องกันทั้งหมด เพราะอันที่จริงแล้วบูติกโฮเต็ลหลายๆ แห่งในสมัยนี้ก็คือ “โรงแรมขนาดเล็กในสมัยก่อน” (ที่มีรูปแบบคล้ายคลึงกับโรงแรมขนาดใหญ่ ต่างกันก็ตรงที่มีจำนวนห้องน้อยกว่าเท่านั้น) แต่เมื่อยุคสมัยและพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนไป โรงแรมขนาดเล็กเหล่านี้ก็จำต้องหาทางปรับตัวเพื่อความอยู่รอด นี่คือที่มาอันหนึ่งของการ “ปะแป้งแต่งตัว” และให้นิยามตัวเองใหม่ว่าเป็น “บูติกโฮเต็ล”

นอกจากนั้น บูติกโฮเต็ลยังอาจเกิดขึ้นจากการ “กลายพันธุ์” ของสถานประกอบการและอาคารบ้านเรือนสไตล์อื่นๆ ในอดีต ที่ทุกวันนี้ต่างทยอยเปลี่ยนโฉมหน้า (และฟังก์ชั่น) กลายเป็นธุรกิจ “Culture & Hospitality” เกาะกระแสวัฒนธรรมการท่องเที่ยวแบบ “มีสไตล์” ที่กำลังบูมสุดๆ ในขณะนี้

ขอพาเดินทางไปเยี่ยมเยียน “โรงแรมเก๋ในย่านเมืองเก่า” อันได้แก่ พระนครนอนเล่น, เฟื่องนคร, เดอะ ภูธร และดิ อัษฎางค์ เพื่อค้นหาว่า บูติกโฮเต็ลชื่อเก๋พวกนี้มันต้องการสูตรสำเร็จอะไรบ้าง…

กลุ่มธุรกิจที่ 4 : บูติกโฮเต็ล
กรณีศึกษาที่ 1 – โรงแรมพระนครนอนเล่น

ความเป็นมา
หลังจากได้เป็นเจ้าของอาคารเก่าหลังหนึ่งในย่านเทเวศร์ คุณโรส วริศรา มหากายี ตั้งใจที่จะปรับปรุงอาคารนี้ให้เป็นหอพักสำหรับกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด (ที่ต้องเข้ามาพำนักในกรุงเทพฯ) ดังนั้น แนวคิดแรกเริ่มทางการออกแบบก็คือ การเปลี่ยนสภาพตึกเก่าทรุดโทรมให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีแต่ต้นไม้ล้อมรอบ มีบรรยากาศเงียบสงบเพื่อให้แขกต่างจังหวัดได้ความรู้สึกเหมือนอยู่กับบ้าน แต่ด้วยความพิถีพิถันส่วนตัวทางด้านการตกแต่งทำให้งบประมาณไม่สอดคล้องกับเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ คุณโรสจึงเบนเข็มปรับรูปแบบธุรกิจใหม่ให้เป็นบูติกโฮเต็ล โดยเธอได้เพิ่ม “พื้นที่ส่วนกลาง” ให้แขกสามารถใช้พักผ่อน ทานอาหาร นั่งเล่น และทำกิจกรรมต่างๆ ได้

เอกลักษณ์ที่แตกต่าง
สิ่งสำคัญที่ทำให้ “พระนครนอนเล่น” แห่งนี้มีความแตกต่างจากบูติกโฮเต็ลอื่นๆ ก็คือ การนำ “หัวใจสีเขียว” เข้าไปผนวกกับการทำโรงแรม ณ ที่แห่งนี้ คุณโรสไม่ได้เพิ่มพื้นที่สีเขียวด้วยการปลูกต้นไม้เท่านั้น แต่เธอได้นำแนวคิด “การออกแบบอย่างยั่งยืน” (Sustainable Design) เข้าไปสอดแทรกในทุกรายละเอียดเท่าที่ทำจะได้ อาทิเช่น
1. ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างของตึกเก่าให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการดัดแปลง ต่อเติม เพื่อรักษาจิตวิญญาณของอาคารเก่าที่สวยงามเอาไว้
2. เฟอร์นิเจอร์ในโรงแรมส่วนใหญ่เกิดจากการนำเฟอร์นิเจอร์เก่าหรือไม้เก่ามาปรับปรุงให้ใช้งานได้เต็มร้อย
3. ผ้าม่านที่ใช้ภายในห้องพักมาจากการตัดเย็บเศษผ้าให้กลายเป็นผ้าผืนใหญ่
4. การเพ้นท์สีผนังภายในโรงแรมตั้งใจให้มีกลิ่นอายของความเป็นต่างจังหวัด ในขณะที่บรรยากาศโดยรวมจะแฝงไว้ซึ่งความสงบและร่มรื่น (แม้กระทั่งทางเชื่อมของแต่ละอาคารก็จะมีต้นไม้ปกคลุมโดยตลอด)
5. การดัดแปลงที่ว่างบนดาดฟ้าให้กลายเป็นพื้นที่ปลูกผักสวนครัว เช่น ต้นกระเพรา, โหระพา, กระเจี๊ยบ, ผักสลัดต่างๆ ซึ่งคุณโรสได้นำมาใช้เป็นส่วนประกอบหลักในการประกอบอาหารสำหรับแขกในโรงแรมด้วย

โอกาสและความเป็นไปได้ทางการตลาด
แม้ว่าการแข่งขันของบูติกโฮเต็ลจะรุนแรงขึ้นทุกขณะ แต่ “พระนครนอนเล่น” ก็มีข้อได้เปรียบตรงที่ได้เลือกแนวคิดสีเขียวและความยั่งยืนมาเป็นหัวใจหลักในการดำเนินกิจการ จุดนี้ทำให้โรงแรมมีกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะและชัดเจนมาก อีกทั้ง “ทำเลที่ตั้ง” ซึ่งแฝงตัวอยู่ในชุมชนเก่าย่านเทเวศร์ก็ถือเป็นข้อได้เปรียบอีกข้อ เพราะแขกที่มาเข้าพักสามารถสัมผัสถึงวิถีชีวิตชาวบ้านได้อย่างเต็มที่ (ซึ่งหาได้ค่อนข้างยากในเมืองกรุงปัจจุบัน)

เคล็ดลับของ “พระนครนอนเล่น”
– ปลูกฝังให้พนักงานทุกคนเข้าใจถึงแนวคิดสำคัญของผู้เป็นเจ้าของ เช่น ตัวคุณโรสเป็นผู้ที่เห็นความสำคัญของธรรมชาติ การอยู่ร่วมกัน และการเกื้อกูลกัน เธอจึงพยายามทำให้พนักงานทุกคนได้เข้าใจและซึมซับในหลักคิดนี้ด้วย ที่พระนครนอนเล่นพนักงานทุกคนจะมีโอกาสหมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนไปช่วยกันปลูกผักบนดาดฟ้า ทำให้แต่ละฝ่ายมีโอกาสพูดคุยสนทนากัน ได้เรียนรู้ทำความเข้าใจในเนื้องานของกันและกัน คุณโรสเล่าว่า “วิถีแห่งธรรมชาติ” นี้ จะช่วยให้ทีมงานทุกคนมีความเอื้อเฟื้อต่อกันและเข้าถึงตัวตนของโรงแรมได้มากขึ้นด้วย
– สร้าง Brand Experience แบบ 360 องศา แนวคิดของโรงแรมควรได้รับการถ่ายทอดผ่านทางทุกสัมผัส ทั้งรูป (การตกแต่งสถานที่), รส (อาหารออร์แกนิค), กลิ่น (กลิ่นต้นไม้ดอกไม้และไอดินจากธรรมชาติ), เสียง (ความเงียบสงบ, เสียงนกร้องตอนเช้า), และสัมผัส (การบริการของพนักงาน)
– Word of Mouth คือ เครื่องมือทางการตลาดที่มีความหมายมากสำหรับธุรกิจโรงแรมขนาดเล็ก ลูกค้าประจำของพระนครนอนเล่นส่วนมากจะมีรูปแบบการดำเนินชีวิตและความสนใจที่สอดคล้องกันกับทางโรงแรม ซึ่งคนเหล่านี้ก็จะเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ดึงลูกค้าใหม่ๆ เข้ามา

ข้อมูลธุรกิจ
เจ้าของธุรกิจ : คุณวริศรา มหากายี (คุณโรส)
ขนาดพื้นที่ : 280 ตารางวา
ปีที่เปิดให้บริการ : ปี 2548
งบประมาณเริ่มต้น : 7 ล้านบาท (ไม่รวมค่าที่)
อัตราค่าบริการ : 1800 บาท ขึ้นไปต่อคืน
ระยะเวลาคืนทุน : ไม่มีการตั้งเป้าไว้
จำนวนพนักงานเมื่อเริ่มต้น : 5 คน
จำนวนพนักงานในปัจจุบัน : 26 คน
โครงการในอนาคต : Home Stay ที่เกาะลิบงข้อมูลการติดต่อ
www.phranakorn-nornlen.com

กรณีศึกษาที่ 2 – โรงแรมเฟื่องนคร
ความเป็นมา
จากจุดเริ่มต้นที่ครอบครัวของคุณธันยาภรณ์ เปี่ยมวิริยะกุล ได้มีโอกาสเป็นเจ้าของที่ดินผืนย่อมบนถนนเฟื่องนคร ตรงข้ามวัดราชบพิธ ซึ่งอดีตเคยเป็น “โรงเรียนประถม” เก่าแก่ แรกเริ่มเดิมทีนั้น พ่อของคุณธันยาภรณ์ตั้งใจจะทำเป็นที่จอดรถให้เช่า (เนื่องจากเห็นช่องว่างทางธุรกิจที่จะสร้างรายได้แบบชัวร์ๆ ในย่านนั้น) แต่ด้วยความที่ฝ่ายคุณแม่ไม่ต้องการจะทุบอาคารเดิมทิ้ง จึงคิดว่า น่าจะปรับปรุงโครงสร้างเดิมแล้วทำเป็นหอพัก อย่างไรก็ดี เมื่อทุกคนในครอบครัวพิจารณาถึงทำเลที่ตั้ง ต้นทุน งบประมาณ และปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แล้ว ก็ได้ข้อสรุปว่า “ธุรกิจบูติกโฮเต็ลน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด” นั่นเองคือจุดเริ่มต้นของ “เฟื่องนคร” บูติกโฮเต็ลสไตล์น่ารักน่าพัก ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นโอเอซิสน้อยๆ ของคนไกลบ้านบนเกาะรัตนโกสินทร์

เอกลักษณ์ที่แตกต่าง
นอกจากทำเลที่ตั้งบนถนนเฟื่องนครซึ่งได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในทำเลทองของเกาะรัตนโกสินทร์แล้ว (อยู่ใกล้ชิดกับสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ของกรุงเทพฯ เช่น วัดพระแก้ว ,วัดราชบพิธ, วัดสุทัศน์, ศาลหลักเมือง, เสาชิงช้า, วัดโพธิ์, ท่าเตียน, แพร่งภูธร, แพร่งนรา ฯลฯ) โรงแรมเฟื่องนครยังได้เปรียบที่พักเจ้าอื่นๆ ในละแวกเดียวกันด้วยเรื่องของขนาด บรรยากาศ ความเงียบสงบ ตลอดจนพื้นที่สีเขียวของสวนสวยส่วนกลาง ความรู้สึกของ “โอเอซิสกลางเมือง” นี้ สร้างความประทับใจให้กับลูกค้าที่เข้าพักได้อย่างมาก (น้อยคนนักจะคาดคิดว่า ณ ใจกลางย่านเกาะรัตนโกสินทร์จะมีที่พักที่ให้บรรยากาศแบบนี้ตั้งอยู่)

โอกาสและความเป็นไปได้ทางการตลาด
แม้จะเปิดบริการมาได้ไม่ถึงครึ่งปี แต่ด้วยความที่มี “ทำเลที่ตั้งที่ดี” บวกกับ “กลยุทธ์ทางการตลาด” ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยใช้การติดต่อประชาสัมพันธ์ผ่านตัวแทนจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพ ก็ทำให้โรงแรมน้องใหม่แห่งนี้ดำเนินธุรกิจแบบเหนือความคาดหมาย ทำสถิติห้องพักเต็มทั้ง 41 ห้องในช่วงต้นปีที่ผ่านมา

เคล็ดลับของ ‘เฟื่องนคร’
– คุณสมบัติสำคัญของผู้ที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการบูติกโฮเต็ล คือ ต้องเป็นคนที่มีใจรักในงานบริการ ชอบพบปะเจอะเจอพูดคุยกับผู้คน มีความอดทนสูง ใจเย็น และเป็นคนใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ เพราะงานโรงแรมเป็นงานที่มีเรื่องจุกจิกเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตัวอาคาร ห้องพัก บุคลากร ฯลฯ
– รูปภาพและภาพถ่ายที่สวยงามเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับโรงแรมหน้าใหม่ เพราะนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะตัดสินใจเลือกที่พักจากภาพถ่ายที่ได้เห็น
– ในปัจจุบัน Social Network มีความสำคัญมากกับธุรกิจโรงแรม เพราะหากลูกค้าได้รับการบริการที่ประทับใจก็จะนำไปสู่การเขียนรีวิวให้ใน Blog และ Website ต่างๆ

ข้อมูลธุรกิจ
เจ้าของธุรกิจ : คุณธันยาภรณ์ เปี่ยมวิริยะกุล
ปีที่เปิดให้บริการ : ตุลาคม ปี 2553
งบประมาณเริ่มต้น : 30 ล้าน (เฉพาะค่าปรับปรุงและซ่อมแซม)
อัตราค่าบริการ : 750 – 3,750 บาท
ระยะเวลาคืนทุน : 4 – 5 ปี
จำนวนพนักงานเมื่อเริ่มต้น : 4 คน
จำนวนพนักงานในปัจจุบัน : 13 คน
โครงการในอนาคต : หาที่ดินเพิ่มเติมในย่านเดียวกันนี้เพื่อทำโครงการใหม่

กรณีศึกษาที่ 3 “เดอะ ภูธร” และ “ดิ อัษฎางค์”
ความเป็นมา
เรื่องราวของ เดอะภูธร เริ่มต้นขึ้นจากความหลงใหลในการเดินทางท่องเที่ยวของสองสถาปนิกคู่สามีภรรยา คุณจิตรลดา และ คุณดิเรก เส็งหลวง ผู้ได้รับแรงบันดาลใจจากโรงแรมที่ดัดแปลงมาจากอาคารเก่าแก่รูปแบบต่างๆ อาทิเช่น ปราสาทเก่า บ้านพักแบบโฮมสเตย์ ฯลฯ จนกระทั่งวันหนึ่ง ดวงชะตาของผู้หลงเสน่ห์อาคารเก่ากับตึกร้างคร่ำคร่าบนถนนแพร่งภูธรก็ได้โคจรมาพบกัน มิต้องสงสัยว่าสถาปนิกทั้งสองเกิดอาการ “ตกหลุมรัก” ตึกร้างหลังนั้นในทันที และหมายใจว่า จะบูรณะเป็นสำนักงานในอนาคต แต่ค่าที่ชอบเที่ยวและรักการพบปะต้อนรับผู้คนเป็นนิสัย อีกทั้งยังพอมีประสบการณ์ด้านการออกแบบโรงแรมหลายแห่ง “เดอะ ภูธร” บูติกโฮเต็ลขนาด 3 ห้องนอน จึงถือกำเนิดขึ้นแทนที่ออฟฟิศ ก่อนที่ในอีกสองปีต่อมา ดิ อัษฎางค์ ซิซเตอร์โฮเต็ล จะได้ฤกษ์คลานตามออกมา

เอกลักษณ์ที่แตกต่าง
เพียงแค่ได้ยินเรื่องราวการชุบชีวิตอาคารเก่าในย่าน ‘Old town Bangkok’ ให้กลายเป็น “บูติกโฮเต็ลสไตล์โคโลเนียล” เราก็มั่นใจว่า งานนี้ “ขายได้” แน่นอน ยิ่งเมื่อผนวกกับการบริการที่เจ้าของดูแลเองทั้งหมด ก็ยิ่งทำให้ที่พักขนาด 3 ห้องของ “เดอะ ภูธร” นี้ถูกจองเต็มตลอดแทบจะทั้งปี (สินค้าสมัยนี้ยิ่งได้มายากยิ่งให้ความรู้สึกพิเศษ) ทั้งนี้คุณจิตรลดาเล่าให้เราฟังว่า ในการให้บริการแขกผู้เข้าพักเธอจะยึดคอนเซ็ปท์ ‘Customise’ เป็นหลัก นั่นก็คือ การทำความรู้จักกับแขกและใส่ใจในรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาทิเช่น หากทราบว่าแขกมีอาชีพเป็นเชฟ เธอก็จะวางหนังสือเกี่ยวกับการทำอาหารไว้ในห้อง หรือหากพบว่า แขกถือหนังสือโขนอยู่ในมือ ก็จะแนะนำสถานที่ชมโขนให้โดยไม่ต้องรอให้แขกร้องขอ ซึ่งการบริการเหล่านี้เกิดขึ้นจากตัวตนข้างในของเธอที่มีนิสัยชอบดูแลผู้อื่น และมีความละเมียดละไมกับรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ

นอกจากนั้น การที่โรงแรมมีทำเลที่ตั้งที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์และมีจำนวนห้องน้อยมาก (เดอะ ภูธร มี 3 ห้อง, ดิ อัษฎางค์ มี 9 ห้อง) ก็เป็นอีกจุดเด่นที่ทำให้แขกผู้เข้าพักรู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว ถูกใจผู้ที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและผู้ที่ต้องการความแตกต่าง รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวในแบบ Slow travel ด้วย

โอกาสและความเป็นไปได้ทางการตลาด
ด้วยจำนวนห้องที่จำกัดและทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวระดับ ‘Must-see’ รวมถึงสไตล์การตกแต่งและการบริการที่มีกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ทำให้มั่นใจได้ว่าทั้ง เดอะ ภูธร และ ดิ อัษฎางค์ จะได้ต้อนรับแขกแบบเต็มๆ ตลอดทั้งปีแน่นอน

เคล็ดลับของ “เดอะ ภูธร” และ “ดิ อัษฎางค์”
– หากต้องการจะบูรณะอาคารเก่าเพื่อประโยชน์ใช้สอยใหม่ จะต้องเผื่อเวลาและเงินทุนไว้พอสมควร เนื่องจากการซ่อมแซมอาคารเก่าไม่สามารถเขียนแบบได้ละเอียดเหมือนกับอาคารใหม่ อย่างไรก็ดี ข้อได้เปรียบคือ ในระหว่างการซ่อมแซมนั้นมักจะมีไอเดียใหม่ๆ เกิดขึ้นเสมอ
– ในการทำบูติกโฮเต็ลขนาดเล็ก เจ้าของสามารถยกเฟอร์นิเจอร์หรือของสะสมที่บ้านมาประยุกต์ใช้ตกแต่งโรงแรมได้ ทั้งนี้เพื่อให้ได้อารมณ์อย่างที่ต้องการ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นธุรกิจ
– การดูแลรายละเอียดทุกอย่างทุกขั้นตอนด้วยตนเองจะทำให้เจ้าของธุรกิจได้เรียนรู้งานทั้งระบบ และสามารถกำหนดทิศทางการทำงานให้เข้ากับความเป็นตัวเองได้โดยไม่จำเป็นต้องยึดบรรทัดฐานของโรงแรมทั่วไป อาทิเช่น การไม่มีเคาน์เตอร์เช็คอินแต่มีโซฟารับแขกแทน เป็นต้น
– จงทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ ใส่ความเป็นตัวตนลงไปให้เต็มที่ เพื่อให้โรงแรมมีบุคลิกที่โดดเด่นเฉพาะตัว
– การเดินทางท่องเที่ยวให้แรงบันดาลใจใหม่ๆ เสมอ
– แก้ไขปัญหาเรื่องพนักงานเข้า-ออกบ่อยด้วยการจ้างสำรองไว้

ข้อมูลธุรกิจ
เจ้าของธุรกิจ : คุณจิตรลดา เส็งหลวง และ คุณดิเรก เส็งหลวง
สถานที่ตั้ง : เดอะ ภูธร ถนนแพร่งภูธร แขวงศาลเจ้าพ่อเสือ, ดิ อัษฎางค์ ถนนอัษฎางค์ แขวงวังบูรพาภิรมย์ ทั้งสองแห่งอยู่ในเขตพระนคร
ขนาดโรงแรม : เดอะภูธร ขนาด 3 ห้อง, ดิ อัษฎางค์ ขนาด 9 ห้อง (ลักษณะอาคารเป็นห้องแถวเก่า)
ปีที่เปิดให้บริการ : เดอะ ภูธร ปี 2552, ดิ อัษฎางค์ ปี 2554
งบประมาณเริ่มต้น : ไม่ได้เก็บตัวเลขไว้ แต่น่าจะเป็นเลขเจ็ดหลัก
อัตราค่าบริการ : ราคาห้องพักเริ่มต้นที่เดอะ ภูธร 3,600 บาท, ที่ดิ อัษฎางค์ 2,800 บาท ระยะเวลาคืนทุน : เนื่องจากไม่มีงบลงทุนแน่ชัด จึงไม่ได้คำนวณไว้
จำนวนพนักงานเมื่อเริ่มต้น : ไม่แน่นอน (เพราะมีพนักงานเข้า-ออกตลอดเวลา)
จำนวนพนักงานในปัจจุบัน : วางแผนให้มี 8 – 10 คน (สลับกันดูแลทั้ง 2 แห่ง)
โครงการในอนาคต : หาพื้นที่ริมแม่น้ำหรือต่างจังหวัดเพื่อเปิดโรงแรมเพิ่มอีกข้อมูลการติดต่อ
เดอะ ภูธร
96-98 ถ.แพร่งภูธร ศาลเจ้าพ่อเสือ พระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร. 0 2622-2270, 08-5180-7100
e-mail: info@thebhuthorn.com
http://www.thebhuthorn.com/ดิ อัษฎางค์
94 ถ.อัษฎางค์ วังบูรพาภิรมย์ พระนคร กรุงเทพฯ 10200
โทร. 08-5180-7100
e-mail: info@theasadang.com
http://www.theasadang.com/

อ่านเรื่องในหัวข้อเดียวกัน : REALITY DREAM BUSINESS – รวมธุรกิจในฝันขนาดย่อม (ตอนที่ 5) สปาและร้านนวด

http://www.tcdcconnect.com/content/detail.php?ID=783&sphrase_id=1104579

Thank You  :  http://www.tcdcconnect.com/content/detail.php?ID=782&sphrase_id=2064907

 

บ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

“เมืองเซาเปาโล ในบราซิลเป็นประเทศที่มีอากาศแห้งและอบอุ่น ดังนั้น ในการสร้างบ้านสักหลัง หากใครละเลยการออกแบบที่ไม่สัมพันธ์กับพื้นที่แล้วละก็ มีหวังได้ร้อนกันไปตลอดปี”

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

แต่กับแบบบ้านสวยพื้นที่ 3,000 ตารางฟุต หลังนี้ ที่เป็นผลงานของ Gebara Conde Sinisgalli Arquitetos หมดห่วงเรื่องนี้ไปได้เลยค่ะ

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

แบบบ้านต่างระดับแบ่งออกเป็น 3 ชั้น วางอยู่บนพื้นดินซึ่งมีความลาดเอียงเล็กน้อย ซึ่งไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใดค่ะ แบบหลังคาบ้านทรงเพลิงหมาแหงนแบบโปร่ง ๆ ที่เว้นช่องว่างตรงกลางเอาไว้ ช่วยให้บ้านสว่างโล่งและมีลดพัดผ่านอยู่ตลอดเวลา
แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

ห้องนั่งเล่นมีทั้งด้านในและในโซนกลางแจ้งให้เลือกใช้ได้ตามความต้องการ มุมหนึ่งจัดให้เป็นโต๊ะรับประทานอาหารแบบ 6 ที่นั่ง ซึ่งตรงนี้มีการเล่นกับรูปทรงเรขาคณิตอย่างทรงกลม ไล่ตั้งแต่พรม โต๊ะ จนไปถึงโคมไฟทางด้านบน
แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

และเพื่อให้ครอบครัวขนาด 5 คนอยู่ได้สบายๆ สถาปนิกออกแบบเพดานบ้านให้สูง 2 เท่าจากระยะมาตรฐานบริเวณพื้นที่ส่วนกลางที่ส่วนใหญ่สมาชิกจะใช้เวลาอยู่ร่วมกัน รวมถึงมีการวางผังให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกไม่เว้นแม้แต่ในห้องนอน

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

เมื่อมองจากภายนอกจะเห็นโครงสร้างแบบร่วมสมัย มีการใช้ไม้ระแนงเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบ ช่วยให้บ้านไม่ดูแข็งกระด้างมากเกินไป แบบสระว่ายน้ำนอกจากจะไว้สำหรับออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นตัวกั้นระหว่างบ้างและเนินดินที่ลาดเทลงไปเพื่อความปลอดภัย โดยที่ระเบียงริมสระกว้างพอที่จะออกไปชิวได้ทุกเวลา

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ

แบบบ้านสวยออกแบบตามภูมิอากาศ
Thank You & Visit More  :  www.forfur.com